คืนความมั่นใจ…หลับอย่างไร ไม่ต้องใช้ยา ?

คืนความมั่นใจ…
หลับอย่างไร ไม่ต้องใช้ยา ?

หาคำตอบด้วยกับ Why We Sleep – Ep. 3
อ้างอิงเนื้อหาจากบทที่ 14 : บั่นทอนและเสริมสร้างการนอน — ยานอนหลับปะทะการบำบัด


จาก Ep. 2 ที่เราเกริ่นไว้ว่าจะพูดเรื่องการกินยานอนหลับ เพราะมาควบคู่กับการกินกาแฟหรือคาเฟอีน …

ซึ่งจากสถิติแล้วเนี่ย คนไทยดื่มกาแฟ เฉลี่ย 300 แก้ว ต่อคนต่อปี !
ถึงแม้ว่าจะมีค่าเฉลี่ยต่ำกว่าประเทศที่พัฒนาแล้วอย่าง ญี่ปุ่น ซึ่งอยู่ที่ 400 แก้ว ต่อคนต่อปี และฝั่งยุโรป 600 แก้วต่อคนต่อปี

แต่นั่นก็ยังทำให้ตลาดกาแฟทั่วโลกทีผ่านมาเติบโตอย่างต่อเนื่อง ตามพฤติกรรมที่เร่งรีบและรวดเร็วของมนุษย์ !!

ไหนว่าจะพูดเรื่องยานอนหลับ ?

ใช่ค่ะ เราจะคุยกันเรื่องยานอนหลับ แต่ว่าถ้าใครที่ได้ฟังหรืออ่าน Ep. 2 ไปแล้วเนี่ยจะมองเห็นสิ่งที่ตรงกันก็คือ…

ในประเทศที่พัฒนาแล้ว อย่างญี่ปุ่น เกาหลีใต้ หรือประเทศฝั่งยุโรป ที่มีการดื่มกาแฟมากมาย 400 – 600 แก้วต่อคนต่อปีแล้วเนี่ย … ก็มีการใช้ยานอนหลับและมีความเจ็บป่วยทางกายและทางใจเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องอีกด้วย


จากที่เราเคยเล่าไปแล้วว่า ส่วนตัวของเราเองก็มียาช่วยเพื่อให้หลับที่คุณหมอจ่ายให้โดยตรง และคงมีอีกหลายคนที่รับยาจากคุณหมอ แล้วก็กินโดยที่ไม่ได้คิดอะไรมาก เพราะหวังแค่ให้ได้หลับก็พอ

แต่พออ่านหนังสือแล้วก็ต้องตกใจเมื่อรู้ว่า … ยานอนหลับให้โทษมากกว่าที่เราคิด

ถึงแม้จะรู้มาบ้างว่า ยังไงเราก็ควรนอนหลับโดยไม่พึ่งยา เพราะยาทุกอย่างล้วนมีโทษและผลค้างเคียงตามมา แต่บางวันมันก็ตาค้างจนสว่าง ทำทุกวิธีที่เขาว่าจะหลับก็ไม่หลับ จนสุดท้ายก็ต้องหยิบยามาแล้วก็กิน เพราะจะไม่นอนเลยก็ไม่ได้

กุญแจสำคัญของเรื่องนี้คือ

  • คาเฟอีนที่เรากินเข้าไปยังตกค้างอยู่ในร่างกายส่งผลให้ระบบการหลั่งสารเคมีต่อการนอนแปรปรวน จนกลายเป็นวงจรชีวิตที่เราต้องตื่นมากินกาแฟ กินยาเพื่อนอนหลับ วนไปแบบนี้
  • อย่างที่สอง ร่างกายของเรา หลงกล ยานอนหลับเข้าให้แล้ว

ซึ่งใน Episode นี้เราจะมาพูดประเด็นหลัง ว่าทำไมการกินยานอนหลับจึงเป็นปัญหา…


แม้ว่า จะเรากินยานอนหลับเพื่อให้หลับ…แต่แท้ที่จริงแล้ว เรากลับไม่ได้หลับตามธรรมชาติ

แล้วการหลับอย่างเป็นธรรมชาติคืออะไร?
ก็ในเมื่อเราก็รู้สึกว่าเราหลับสนิทตลอดทั้งคืน

การได้หลับลึกตามธรรมชาติ จะช่วยสร้างรอยผนึกความทรงจำใหม่ๆ ให้แก่สมองของเรา เป็นการเชื่อมต่อของเหล่าทีมงานเซลล์ประสาทและสมอง แต่สิ่งเหล่านี้ไม่เกิดขึ้นเมื่อเราใช้ยานอนหลับ

แล้วปัญหาคืออะไร ?
• ปัญหามีแน่นอน นอกจากยานอนหลับจะไม่ช่วยผนึกความทรงจำแล้ว มันยังมาลบความทรงจำของเราอีกต่างหาก … จะเกิดอะไรขึ้นล่ะทีนี้ ถ้าเราตื่นมพร้อมกับความทรงจำที่หายไปทีละนิด

• ผลข้างเคียงจากการใช้ยา คือ เราจะมึน วิงเวียน หรือมีอาการง่วงค้าง ในตอนกลางวัน บางครั้งก็พะอืดพะอม คลื่นไส้ และส่งผลกระทบต่อการใช้ยานพาหนะ ที่อาจจะทำให้หลับในโดยไม่รู้ตัว

• เมื่อต้องการถอนยา หรือหยุดกิน ก็ไม่ง่ายอย่างที่คิด เพราะเมื่อไหร่ที่เราหยุดใช้ก็จะทำให้เราหลับยากไปกว่าเดิม !! ( อ่านมาถึงตรงนี้ ถึงกับกุมขมับ ) แม้ว่าหมอจะให้ลดยามาใช้เพียงครึ่ง หรือ หนึ่ง เม็ด แต่ถึงกระนั้น เราก็อยากจะหลับโดยกระวนการธรรมชาติมากกว่า

• และการใช้ยานอนหลับยังเสี่ยงให้มีแนวโน้มการเสียชีวิตที่เร็วขึ้นและก่อให้เกิดโรคมะเร็งสูงกว่าคนที่ไม่ใช่ยา

( ตอนที่อ่านก็มีความคิดว่า ตอนนี้ไม่ว่าเราจะอ่านอะไร ก็จะเห็นว่าทุกอย่างเสี่ยงให้ตายไวและเป็นมะเร็งทั้งนั้น เพราะงั้นกินก็เป็น ไม่กินก็เป็น แล้วจะเอายังไงดีล่ะ ? อย่ากระนั้นเลย … เราก็ยังลองเปิดใจอ่านต่อไป เพราะเราก็อยากรู้ และจะเล่าให้ฟังต่อ ถึงความเป็นไปได้ว่า เราจะหลับได้โดยไม่ใช้ยาได้มั้ย? )


แล้วเราจะหลับได้ไหม ถ้าไม่ใช้ยา ?

รู้สึกโล่งใจที่หนังสือเขียนเล่าวิธีที่เราจะนอนได้โดยไม่ต้องพึ่งพายานอนหลับ

วิธีที่ได้ผลที่สุดที่มีการเร่งให้นำมาใช้เป็นอันดับแรกในตอนนี้ที่เรียกว่า CBT-I ( Cognitive behavioral therapy for insomnia )


สิ่งที่ควรทำอย่างจริงจังทั้ง 12 ข้อ เพื่อการนอนที่มีประสิทธิภาพ
อ้างอิงจาก ภาคผนวก 1 : เคล็ดลับ 12 ประการเพื่อการนอนหลับที่มีประสิทธิภาพ ( จากหนังสือ Why We Sleep หน้า 496 – 498 )

  1. กำหนดเวลาเข้านอนและตื่นนอนเป็นประจำ แม้วันหยุด

  1. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ( เกือบทุกวัน ) อย่างน้อย 30 นาที แต่อย่าทำค่ำเกิไป และไม่ควรออกกำลัง 2-3 ชั่วโมง ก่อนนอน

  1. หลีกเลี่ยงคาเฟอีนและนิโคติน กาแฟ โคล่า ช้อคโกแลต ชาบางประเภท หรืออื่นๆ ที่มีสารกระตุ้นอย่างคาเฟอีน ซึ่งต้องใช้เวลาขับออกากร่างกายถึง 8 ชั่ว จึงจะหมดฤทธิ์

  1. หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
    หลายคนอาจจะดื่มแอลกอฮอล์มเพื่อให้รู้สึกผ่อนคลาย แต่หากดื่มมากเกินไปจะทำให้เราไม่สามารถเข้าสู่ขั้นตอนการหลับลึกได้ รวมไปถึงการหายใจผิดปกติระหว่างที่นอนหรือการตื่นกลางดึกเมื่อแอลกอฮอล์หมดฤทธิ์

  1. หลีกเลี่ยงการกินมื้อใหญ่ยามดึก แน่นอนว่า อาการอาหารไม่ย่อยย่อมมารบกวนและเยือนเราตลอดทั้งคืนหลังจากนั้นแน่

  1. หลีกเลี่ยงยาบางประเภทที่รบกวนการนอนหลับ ซึ่งอันนี้อาจจะต้องปรึกษาแพทย์หรือเภสัขกรถึงยาที่เรากินอยู่ว่า ยาเหล่านี้รบกวนการนอนหรือไม่ สามารถเปลี่ยนเวลาที่จะกินยาพวกนี้ได้หรือเปล่า

  1. เข้านอนเมื่อง่วงนอนเท่านั้นและหลีกเลี่ยงการนอนหลับบนโซฟาช่วงเย็นหรือหัวค่ำ พยายามอย่างีบตอนกลางวัน ถ้ารู้ตัวว่า เป็นคนนอนตอนกลางคืนได้ยาก

  1. เรียนรู้ที่จะทำให้จิตใจสงบก่อนนอน ลดการคิด หรือ ลดภาวะวิตกกังวลก่อนเข้านอน อาจจะใช้วิธีการเขียนบันทึกช่วย หรือการอธิษฐาน ก่อนนอน

อย่าจัดตารางที่แน่นเอียดให้ตัวเองมากเกินไป
การเขียนบันทึกทุกวัน อย่างการทำ Bullet Journal ก็ช่วยให้เราสามารถเข้านอนไดดีขึ้น เพราะว่าเป็นการจัดการ เรียบเรียงความคิดในสมอง ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ / สิ่งที่เราจะทำพรุ่งนี้ / สิ่งที่เราจะต้องทำในอนาคต โดยที่ไม่ต้องแบกรับทุกอย่างและทำให้เสร็จภายในวันเดียว กล่าวก็คือ ให้หน้ากระดาษหรือการจดบันทึกช่วยทำหน้าที่แบ่งเบาภาระของสมองนั่นเอง


  1. แช่น้ำร้อน หรือ อาบน้ำอุ่น ก่อนนอน เพื่อให้อุณหภูมิของร่างกายลดลง การแช่น้ำจะช่วยให้ผ่อนคลายและทำอะไรช้าลงเป็นการเตรียมสภาพให้พร้อมสู่การนอนหลับ

  1. ทำให้ห้องมืดและเย็นเหมาะสม ปลอดจากอุปกรณ์ไฮเทคต่างๆ ย้ายตำแหน่งหน้าปัดนาฬิกาไปให้พ้นสายตา เพื่อลดความกังวล เพราะเอาแต่ดูเวลาตลอดทั้งคืน !

  1. การสัมผัสแดดในปริมาณที่พอเหมาะ หากเป็นไปได้ให้ตื่นพร้อมกับแสงอาทิตย์ พยายามสัมผัสแสงตามธรรมชาติอย่างน้อย 30 นาทีและหรี่ไฟ เมื่อจะเข้านอน

  1. อย่านอนตาสว่างอยู่บนเตียง ถ้าไม่หลับให้ลุกขึ้นมาทำอะไรเงียบๆ เบาๆ ที่ช่วยให้ผ่อนคลาย อย่างเช่น อ่านหนังสือ หรือ มาฟัง panpan meme ᴥ podcat เป็นต้น / โอ้ แลนด์ดิ้งลงมาที่ข้อ 12 เป็นการ Tie in อย่างสวยงามมม

ที่กล่าวมานั้นเป็นเรื่องพื้นฐานที่เราสามารถทำได้

แต่ถ้าใครที่ยังรู้สึกว่า ทำมาทั้งหมดแล้ว ก็ยังไม่ได้ผล อาจจะลองหาข้อมูลเกี่ยวกับ CBT-I เพิ่มเติมได้ เป็นการช่วยเรียกคืนความมั่นใจกลับมาสำหรับคนที่นอนไม่หลับติดต่อกันหลายวัน หรืออาจจะหลายปี ซึ่งกระบวนการบำบัดนั้นก็ต้องใช้เวลา วิธีการ และรายละเอียดต่างๆ ให้เหมาะสมกับแต่ละคนไป

สำหรับ Episode ที่ 3 นี้ ก็จบเท่านี้ จริงๆมีเนื้อหาที่สนใจอีกมากกกกกก ที่ควรค่าแก่การอ่าน คือหนังสือมีข้อมูลที่อัดแน่นจริงๆ และอ่านง่ายมาก อาจจะมีบางช่วงที่รู้สึกว่าไม่คุ้นคำศัพท์ แต่ต้องนับถือคุณ Matthew ที่เขียนหนังสือวิชาการออกมาให้เราอ่านได้

เอาเป็นว่า ลากันเท่านี้ สำหรับบทนี้ ไว้พบกันใหม่ กับ Before Bedtime – for deep sleep นะคะทุกคนนนน บะบ๊าย

S.H.A.P.E

ทำความรู้จักับ S.H.A.P.E
5 สิ่งที่จะทำให้ค้นพบตัวเอง


จากหนังสือ ฉันอยู่ในโลกนี้เพื่ออะไร เขียนโดยคุณริค วอร์เรน

ช่วงนี้ยังไม่ได้ทำพอดแคสต์ออกมาเพิ่ม
ก็เลยเอาเนื้อหาจากหนังสือที่อ่านไปแล้วมาแชร์ให้ได้อ่านกันก่อนนะคะ 🙂


มีหลายครั้งที่เรานั่งจ้องอะไรบางอย่างตรงหน้าด้วยสายตาว่างเปล่า
ไม่รู้แม้กระทั่งว่าตัวเองเป็นใคร…ไม่ได้นับว่า เรากลายเป็นความจำเสื่อม … แต่หลายครั้งเราไม่รู้ว่าเกี่ยวกับตัวเราเลย เราเป็นใคร หรือทำอะไรได้ดี …หรือแม้กระทั่งคำถามโลกแตกอย่าง…ฉัน…เกิดมาเพื่ออะไร

หลายคนอาจจะรู้คำตอบและมีเป้าหมายอย่างชัดเจน

แต่บางคนไม่มี …

ก่อนหน้านี้ ในช่วงวัยหลังเรียนจบใหม่ๆ และกำลังทำงาน
มีความอยากรู้ อยากลองไปหมดทุกอย่าง ( คือ ตอนนี้ก็ยังเป็น )

มีหลากหลายความรู้สึกเข้ามา เมื่อเราอยากทำบางสิ่งบางอย่าง แต่…

  • ไม่รู้จะทำอะไร
  • ทำแล้วจะไปรอดไหม

เอาแค่ 2 คำถามนี้ก็หยุดชะงักให้เราไม่สามารถทำอะไรได้เลย
เริ่มจากคำถามที่ถามว่า ทำแล้วจะไปรอดไหม …?
อืม ไม่มีใครรู้ว่า ทำแล้วจะไปรอดไหม จนกว่าจะได้ลองทำ
อันนี้ในกรณีที่เรารู้อยู่แล้วว่าเรา ชอบ รัก หรืออยากทำอะไร

ส่วนคำถามที่ว่า
ไม่รู้จะทำอะไร…
ไม่รู้ว่าตัวเองชอบทำอะไร…

จริงๆ แล้ว สิ่งที่เราชอบทำ
มันอาจจะเป็นเรื่องง่ายที่สุด…ใกล้ตัวที่สุด

แต่เรายังมองไม่เห็นเท่านั้นเอง


คำแนะนำของผู้เขียน บอกให้เราอ่านหนังสือ เล่มนี้เพียงวันละหนึ่งบทเท่านั้น
โดยใช้เวลา 42 วัน คือ 42 บท

ในระหว่างทางที่อ่าน เราค้นพบคำตอบมากมาย

และตื่นเต้น อยากที่จะบอกใครสักคน

เราทบทวนเกี่ยวกับ S.H.A.P.E ซ้ำๆ
และทำให้มองเห็นตัวเองชัดเจนขึ้น

เรายังคงมีสิ่งที่อยากทำมากมายเหมือนเดิม
แต่ครั้งนี้เราเรียนรู้ที่จะตัดสิ่งที่ไม่จำเป็นออกไป
และเลือกทำสิ่งที่ควรทำจริงๆ เท่านั้น


และในตอนนี้ เราอยากชวนให้ทุกคนลองนั่งลง
พร้อมกับกระดาษเปล่าและดินสอ ปากกา
เราจะชวนทุกคนค้นหา SHAPE ในตัวเอง
โดยอ้างอิงจากหนังสือ The Purpose Driven ( ชื่อเดิมคือ ฉันอยู่ในโลกนี้เพื่ออะไร ปัจจุบันใช้ชื่อภาษาไทยว่า ชีวิตที่เคลื่อนไปด้วยวัตถุประสงค์ ) เขียนโดยคุณ Rick Warren

แล้วเริ่มเขียนเกี่ยวกับตัวเรา ด้วยประเด็นดังต่อไปนี้


( ทุกคนสามารถนำภาพที่เราแนบมาด้วยไปใช้เขียน แต่ละข้อได้เลยนะคะ )

SPIRITUAL GIFT


  1. S : Spiritual gifts
    ถ้าแปลเป็นภาษาไทยก็คือของขวัญฝ่ายวิญญาณ
    แต่ถ้าให้สรุปแบบเข้าใจง่ายก็คือ สิ่งที่ติดตัวเรามา เป็นลักษณะของเรา ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องที่ธรรมดามากๆ เกี่ยวกับตัวเรา แต่มันจะกลายเป็นสิ่งที่วิเศษขึ้นมา เมื่อเรามองมันด้วยมุมมองที่ว่า… สิ่งนี้คือของขวัญ

ลองหยุด แล้วค้นหา Spiritual gifts ที่มีในชีวิตของพวกเรากัน ลองค่อยๆ เขียนมันออกมาในหน้ากระดาษ

บางคนอาจจะมีหลายข้อ บางคนอาจจะมีไม่กี่ข้อ
แต่ขอให้รับรู้ว่า สิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ประกอบร่างกลายเป็นพวกเรา
และไม่มีใครที่จะสามารถทำได้ทุกอย่าง แม้ว่าจะเก่งกาจเพียงใดก็ตาม

เพราะฉะนั้น gifts ที่เราได้รับ
ก็เพื่อทำบางสิ่งบางอย่างเพื่อคนอื่น
และเรายังต้องค้นหาองค์ประกอบ อีก 4 อย่างที่จะกล่าวต่อไปนี้


HEART


  1. H : Heart
    ฟังเสียงหัวใจ
    ‘อย่าใช้ชีวิตของคุณสูญเปล่าไปกับงานที่ไม่แสดงออกถึงหัวใจของคุณ’
    The Purpose Driven : Page 262

ใจในที่นี่ ทุกคนคงรู้อยู่แล้วว่า ไม่ได้หมายถึงอวัยวะ แต่หมายถึง ‘ความรู้สึก’ ที่ส่งผลให้เรารู้สึกถึงสิ่งต่างๆ ตั้งแต่ ความปรารถนา ความสนใจ ความใฝ่ฝัน ความรัก ใจเป็นตัวกำหนดความรู้สึกต่างๆ เหล่านั้น

และความรู้สึกที่เกิดขึ้น ก็เป็นตัวบ่งบอกว่า อะไรที่พิเศษสำหรับเรา…

นอกจากความรู้สึกแล้ว ยังมี ‘ร่างกาย’ ที่ทำงานประสานกับความรู้สึก เราเกิดมาพร้อมกับ จังหวะการเต้นของหัวใจที่แตกต่างกัน ท่าทางการเดิน การพูด หรือแม้แต่ลายนิ้วมือ ลองคิดดูว่า โลกนี้มีคนนับพันล้าน…แต่ไม่มีใครที่เหมือนกันกับเราเลย ต่อให้เป็นฝาแฝดกันก็ตาม

เราจะรู้ถึงหัวใจของเราได้อย่างไร ?

จังหวะการเต้นของหัวใจที่แปลกไป จะบอกกับเราเอง …
ความกระตือรือล้นที่อยู่ภายใน เกินต้านทาน
สิ่งเหล่านั้นแหละ เป็นตัวบ่งบอกว่า เรามีใจสำหรับอะไร !

มาลองสังเกตตัวเองกันว่าเราใจเต้นไปกับอะไรบ้าง : )


ABILITIES


  1. A : Abilities
    ทักษะและความสามารถ

บางคนอาจจะกำลังคิดว่า ตัวเองไม่มีความสามารถอะไรเลย
แต่บางคนอาจจะเตรียมเขียนลงไปในหน้ากระดาษแล้ว…

สำหรับใครที่คิดออกแล้ว ขอให้ข้าม Paragaph นี้ไปได้เลย
แต่ถ้าใครที่ยังไม่รู้ ขอให้สละเวลาสั้นๆ ค่อยๆสังเกตตัวเองตามข้อความต่อไปนี้

คุณรู้หรือไม่ว่า

  • สมองของคนเรา สามารถเก็บข้อมูลได้ถึง 100 ล้านล้านข้อมูล
  • และรับมือกับการตัดสินได้ 15,000 เรื่องต่อวินาที
  • เมื่อระบบย่อยอาหารกำลังทำงาน จมูกของคุณสามารถดมกลิ่นได้ถึง 10,000 กลิ่น
  • ระบบสัมผัสของคุณสามารถรับรู้ที่มีความหนางเพียง 1/25,000 นิ้ว
  • ลิ้นคุณสามารถชิมรส และรู้ว่าในน้ำสองล้านส่วนนี้มยาควินนินผสมอยู่หนึ่งส่วน

( นี่เป็นเพียงตัวอย่างจากหนังสือเท่านั้น แต่เราอยากจะลองชวนทุกคนคิดเกี่ยวกับเรื่องที่ใกล้ตัวมากขึ้นไปอีก )

  • สิ่งที่น่ามหัศจรรย์อย่างหนึ่งคือ กล้ามเนื้อของเรา สามารถทำงานร่วมกับสมองและจดจำบางอย่างได้ โดยที่ไม่ต้องคิด … หรือทำได้โดยอัตโนมัติ ยกตัวอย่าง นักดนตรีที่จับคอร์ดได้โดยไม่ต้องมอง ที่พวกเขาทำได้ ก็เพราะเขาฝึกฝนจนชำนาญ และนิ้วมือทำงานโดยอัตโนมัติ …. นั่นคือสิ่งที่เรียกว่าความสามารถของร่างกายที่ติดตัวพวกเรามาตั้งแต่เกิด เพียงแต่พวกเราต้องเปิดก๊อกความสามารถเหล่านั้นออกมา และสนับสนุนตัวเอง

และสิ่งเหล่านั้นก็พัฒนาออกมา จนกลายเป็นอาชีพ หรือการงาน ที่พวกเราทำกัน ตั้งแต่ ชาวสวน พ่อค้า พนักงานขับรถ พ่อครัว นักดนตรี นักเขียน ไปจนถึงนักบิน ยังมีอีกมากมายที่ไม่ได้กล่าวถึง และหลายอาชีพก็เป็นอาชีพที่เราคิดไม่ถึงด้วยซ้ำ

แต่สิ่งที่ต้องระมัดระวังคือ อย่าเปรียบเทียบหรืออิจฉาในความสามารถของคนอื่น ให้เราสนใจสิ่งที่เรามีก่อน แล้วพัฒนาสิ่งที่ตัวเองมีต่อไป อย่าเสียเวลากับสิ่งที่เราไม่ได้เป็น หรือหัวใจเราไม่ได้ตอบสนองต่อสิ่งนั้น


PERSONA

LITIES


  1. P : Personality
    บุคลิกภาพ

ถ้าหากจะบอกว่า เอกลักษณ์ของมนุษย์แต่ละคนสามารถยืนยันได้โดยวิทยาศาสตร์ว่า พระเจ้าสร้างเราเสร็จแล้วก็ทุบแม่พิมพ์ทิ้ง มีคนแบบคุณเพียงคนเดียว คุณจะเชื่อไหม ?

โมเลกุนของดีเอ็นเอนั้นสามารถรวมกันได้ไม่จำกัดวิธีคือ ตั้งแต่ 10 ไปจนถึงยกกำลัง 2,400,000,000 ตัวเลขนี้คือ โอกาสของการที่เราจะพกับคนที่เหมือนกัน ทุกๆ อย่าง ต้องใช้กระดาษยาวถึง 37,000 ไมล์ ( 59,545.728 กิโลเมตร เทียบระยะทางก็ เท่ากับการเดินทางจากเมืองไทยไปทะเลเมดิเตอร์เรเนียน !! )

ยังมีข้อมูลอื่นๆอีกมากมายที่จะยืนยันว่า … มีพวกเรา ที่เป็นเราเพียงคนเดียว
เราแตกต่างกัน
และไม่มีใครดีกว่าใคร หรือบุคลิกภาพแบบไหนที่ ถูก หรือ ผิด !

เพียงแต่ เราต้องใช้บุคลิกภาพของเราในทางที่ถูกต้อง … และบุคลิกภาพของเราจะถูกพัฒนาขึ้นไปอีกเมื่อเราใช้สิ่งนั้นเพื่อ มอบบางสิ่งบางอย่างให้ผู้อื่น

เราจะพบกับความอิ่มเอมใจ เอ่อล้น พึงพอใจ สันติสุข และการได้งอกงาม

เมื่อไหร่ก็ตาม ที่ คุณสัมผัสได้ถึงความรู้เหล่านี้ … นั่นแปลว่า คุณกำลังได้ใช้ประโยชน์จากบุคลิกภาพและสิ่งต่างๆ ที่คุณมี ที่กล่าวไปแล้วก่อนหน้านี้ คือ Spiritual gift / Heart / Abilities / และ Personality

และมั่นใจได้เลยว่าชีวิตของคุณจะเติบโต และเจริญงอกงาม


EXPERIENCE


สิ่งสุดท้าย

  1. E : Experience
    ประสบการณ์

ประสบการณ์ที่ว่านี้ ไม่ได้หมายถึงเพียงประสบการณ์การทำงานหรือสิ่งที่เราทำมาตลอดทั้งชีวิต แต่กำลังหมายถึง ‘สิ่งที่ประสบ – พบเจอ ในแต่ละเหตุการณ์ ของชีวิต’

บางเรื่องอาจจะเป็นสิ่งที่ทำให้เราเจ็บปวดมาตลอด
อย่างเช่น ครอบครัว ความรัก ความผิดหวัง ความเจ็บปวด บาดแผล อุบัติเหตุ หรือแม้แต่ความทุกข์ยาก

เป็นเรื่องปกติ ที่เราอยากจะซุกซ่อน ด้านมืด หรือ มุมที่อ่อนแอ ของเราเอาไว้
แต่มีความจริงเรื่องหนึ่งที่เราเองก็ได้มีประสบการณ์กับการแบกรับและซุกซ่อนบาดแผลในใจเอาไว้คนเดียว

เมื่อยิ่งซุกซ่อน ก็ยิ่งทำให้แผลนั้นเน่าเฟะ อักเสบ ลุกลาม และเจ็บปวดยิ่งกว่าเดิม
แต่เมื่อมาถึงจุดนึงที่เราเรียนรู้ว่า พระเจ้า ไม่ได้ปรารถนาให้ใครต้องเจ็บปวดโดยเปล่าประโยชน์ และพระองค์ปรารถนาให้มนุษย์อยู่ร่วมกันโดยเข้าใจกันให้มากขึ้น

และในวันที่เรายอมรับความเจ็บปวดนั้น
ยอมที่จะพูดกับคนที่เจอความเจ็บปวดเหมือนกันกับเรา
แล้วความเจ็บปวดนั้นก็ค่อยๆ บรรเทา

และเราก็ไม่รู้สึกว่าตัวเองโดดเดี่ยว เหมือนที่เคยเป็นมา
เพราะเมื่อไหร่ก็ตาม ที่เรายิ่งอวดและทำเป็นเข้มแข็ง เมื่อนั้น ชีวิตภายในของเราก็จะยิ่งอ่อนแอลง


มีแค่เราที่เป็นเรา
เราถูกสร้างมาให้เป็นเรา มีความเฉพาะ เจาะจง
เราไม่อาจจะเป็นคนอื่นได้
และไม่มีใครจะมาเป็นเราได้

แต่สิ่งสำคัญ เมื่อเราค้นหา S H A P E ในตัวเราเจอแล้ว
แล้วเรายิ่งเก็บมันไว้กับตัวเอง ก็จะยิ่งทำให้ชีวิตเราหยุดชะงัก และไร้ความหวัง
ลองตั้งใจใช้มัน เพื่อมอบบางอย่างเพื่อคนอื่นดู
อาจจะเริ่มจากสิ่งเล็กๆ เล็กมากๆ ก็ได้

เราเองก็เป็นเด็กผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่ง
ไม่มีต้นทุนชีวิตอะไรเลย นอกจากความลำบากและยากจน
แต่เรารู้สึกขอบคุณทุกสิ่งที่เราเจอมาในอดีต ที่ทำให้เราเป็นเราในวันนี้
หลายครั้งเราอยากจะบ่น ต่อว่า สบถ ตัดพ้อ ออกมา แต่มันจะได้ประโยชน์อะไร
ทำในสิ่งที่เราทำได้ และควรทำ โดยที่ไม่ต้องรู้สึกผิด

บางคนอาจจะเหมาะสมกับการเป็น นักขับเคลื่อน นักพูด นักปลุกเร้าสร้างแรงบันดาลใจ แต่บางคนอาจจะเหมาะกับการเป็น นักคิด นักให้กำลังใจ นักสนับสนุน ดูแล ไม่ว่าเราจะทำอะไร แต่เจตนาภายในจะบอกเราเองว่า

วันนี้เราได้ใช้ สิ่งที่เรามี เพื่อคนอื่นแล้วหรือยัง?

หรือวันนี้เราได้ยินเสียงข้างในตัวเองไหม … เราใจดีกับตัวเอง รักตัวเองมากแค่ไหน

Gift From The Sea .

[ gift from the sea journal — ของขวัญจากทะเล ]

เท้าได้สัมผัสผืนทรายครั้งล่าสุด ก็เมื่อ เดือนสิงหาคม ปีที่แล้ว ( 2020 )

การขยับตัวไปไหนไม่ได้ราวกับเมืองเป็นอัมพาตนี้ ทำให้เราทำได้แค่เพียง เปิดดูสมุดบันทึกหรือภาพเก่าๆ และวันนี้เราก็ได้ทบทวนถึงวันนั้น … อีกครั้ง

การไปทะเลแบบไม่ได้ตั้งใจครั้งนั้น
ทำให้เราได้รับบางสิ่งบางอย่าง
ที่เติมเต็มหัวใจเรา

ขอบคุณบันทึกที่ได้ทำเอาไว้
ทำให้เรารู้ว่า เรามีความสุขได้ด้วยเรื่องเล็กๆ

เราไม่ต้องมีเป้าหมายใหญ่ หรือทำเรื่องใหญ่เกินไป เพื่อให้มีความสุข — ความสุขมันอยู่รอบตัวเรา มันมีอยู่ตลอดเวลา

ซ้าย : เจอแมวหน้าตาเหมือนไอ้เจ้าแพนแพน

ขวา: สีดูน่ารักดีเลยถ่ายมาด้วย


เดินผ่านโรงแรมนึง เป็นสไตล์ที่ชอบมากกกกกก


ทุกครั้งที่เรามาทะเล เราจะรู้สึกเสมอ

เพราะมันเหมือนบ้านของเรา

ตอนนี้คิดถึงบ้านมากกกกกกกกกก


แมวที่เจอระหว่างทาง เจ้าของไนซ์มากกกก


ชายหาดที่สะอาด… ปราศจากผู้คน และขยะ ~

นั่งมองผู้คนจากอีกฟากนึงของชายหาด —


เขียนเล่าไม่หมด ตามไปย้อนฟังได้ในยูทูปนะฮะทุกคนนนน
มันได้ฟิลกว่าาา ( แต่อาจจะรำคาญเสียงลมนิ๊ดนึงนะ 555 )

Why We Sleep : EP. 2

อ้างอิง จากหนังสือ
Why We Sleep : นอนเปลี่ยนชีวิต
บทที่ 2 คาเฟอีน เจ็ตแล็ก และเมลาโทนิน – การสูญเสียและการพัฒนาความสามารถที่จะควบคุมจังหวะการนอนหลับ

เขียนโดย : คุณ Matthew Walker
แปลโดย : คุณ ลลิตา ผลผลา
เรื่องโดย : Panpanmeme


(~﹃~)~zZ ใครตื่นเช้ามาวิ่งหากาแฟก่อนเลยเหมือนกันบ้าง ขอให้ยกมือขึ้นนนนนนนนน 🖐🏻🖐🏻🖐🏻

แล้วใครบ้างงงง ที่กินยานอนหลับ !!

หรือต้องใช้ตัวช่วยอื่นๆที่เป็นทั้งตัวช่วยให้หลับ และเป็นทั้งตัวช่วยให้ตื่น ~

ในบทที่ 2 ของ Why We Sleep จะพาเราทำความรู้จักกับสารเคมีในสมองอย่าง ‘เมลาโทนีน’ ‘อะดีโนซีน’ (กับคาเฟอีนสุดโปรดของใครหลายคน ☕️) และ ‘นาฬิกาชีวภาพ’ ที่ส่งผลต่อการนอนหลับและการตื่นของพวกเรากัน

และมีคำตอบให้ด้วยว่า ทำไมเราถึงเจ็ตแล็กเวลาที่บินข้ามเขตเวลาไปอย่างรวดเร็ว !

ร่างกายของคนเรามีสิ่งที่เรียกว่า จังหวะนาฬิกาชีวภาพ ซึ่ง… จังหวะของแต่ละคน ไม่เท่ากัน!! แต่ว่าเราสามารถแบ่งประเภทของกลุ่มคนเหล่านี้ได้ 2 ประเภทตามฉายาดังนี้

นกลาร์กตื่นเช้า & นกฮูกราตรี

และยังมีลูกผสมระหว่างนกทั้งสองประเภทอีก !

แล้วคุณเป็นนกประเภทไหน ?

แม้ว่าค่านิยมของโลกเราจะตรีตราให้เหล่านกฮูกราตรี หรือ Night Owl ว่าเป็นพวกขี้เกียจนอนตื่นสาย ( มันยุ๊ตตติธรรม กันดีอยู่หรือออ มันยุ๊ตตตตติธรรมกันดีหรือไร ~ )

… แต่มีข่าวดีมาบอกสำหรับชาวนอนดึกตื่นสายทั้งหลายว่า ….

เดิมทีแล้วมนุษย์ถูกสร้างมาเผื่อให้มีการนอนที่ต่างกันเพื่อ ‘ความอยู่รอดของเผ่าพันธุ์’ !! เริ่มรู้สึกใจชื้นว่าคนอย่าง Night Owl ก็ไม่ได้แย่นะ

ลองคิดดูสิคะว่า … เมื่อเราเข้านอนพร้อมกันทั้งหมด ตอน 3 ทุ่ม ตื่น ตี 5 เป็นเวลา 8 ชั่วโมงที่หลับไป แล้วหากเกิดอันตรายเกิดขึ้นในตลอด 8 ชั่วโมงนั้น เผ่าพันธุ์มนุษย์คงไม่เหลือ

แต่เมื่อมีกลุ่มที่เข้านอนตอน ตี 1 หรือตี 2 ตื่น 9 หรือ 10 โมงเช้า

เท่ากับว่าทั้งเผ่าพันธุ์มีช่วงเวลาหลับใหลที่เกิดขึ้นพร้อมกันเพียง 4 ชั่วโมง คือตี 1 ถึง ตี 5

ทีนี้ ก็เกิดความสงสัยขึ้นมาว่า แล้วเจ้าค่านิยมที่ว่า ตื่นสายเป็นคนขี้เกียจนั้นมาจากไหน ?

เมื่อมนุษย์เรามีเราเข้าสู่ระบบอุตสาหกรรมและส่งผลอิทธิพลไปทั่วโลก ทำให้มนุษย์ต้องตื่นและเข้างาน เลิกงาน ทำงานตามวันที่กำหนดเหมือนๆกัน ทั้งๆ ที่เดิมที่ วิถีชีวิตของมนุษย์เราไม่ใช่เช่นนั้น

แล้วจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อเราฝืนนาฬิกาชีวภาพที่อยู่ในตัวเรา ?

แม้ว่า เราจะสามารถฝึกได้ เพื่อให้ตื่นเช้าขึ้น นอนให้เร็วขึ้น
แต่สุดท้ายแล้ว นาฬิกาชีวภาพ ไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์จะกำหนดตัวเอง แต่มันมาจาก ‘พันธุกรรม’ ซึ่งก็เป็นไปได้ที่จะเกิดมนุษย์ลูกผสมระหว่าง Morning Lark & Night Owl กลายเป็น Third Bird …

อย่างตัวเราเอง เป็นประเภท Night Owl คือ ไม่สามารถกระปรี้กระเปร่ายามเช้าได้เลย แต่จะเป็นยามบ่ายไปถึงดึกเสียมากกว่าที่รู้สึกว่าตัวเองได้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ และมีความสุขกับการใช้ชีวิตในช่วงเวลาแบบนี้มากกว่าการตื่นเช้าแล้วนั่งอึนไปทั้งวัน ~﹃~ บางวันต้องใช้เวลาอุ่นเครื่องอยู่นานกว่าจะเริ่มงานได้ บางที 3-4 โมงเย็น เครื่องติด 6 โมงเลิกงาน !! หรือต้องอยู่ทำ OT ซึ่งก็ทำให้วงจรชีวิตกลายเป็นมนุษย์ดึกไปอีกตามเคย

หรือการส่ง Morning Lark ไปเป็น Security Guard กะดึก !! จะเกิดอะไรขึ้นละคะ

มันก็เลยทำให้คนประเภทแต่ละประเภท ไม่ได้มีช่วงเวลาที่ปลดปล่อยศักยภาพอย่างเต็มที่ … จริงอยู่ว่า บางคนก็ไม่มีทางเลือก ที่จะต้องทำงาน หาเงิน เพื่อเลี้ยงชีพและเอาตัวรอด เพื่อให้สามารถดำรงชีวิตต่อไปได้

แต่จะดีแค่ไหน ถ้าเราได้ใช้ชีวิตตามแบบที่เราเป็น

และผลที่ตามมาของการใช้ชีวิตฝืนนาฬิกาชีวภาพที่เห็นได้ชัดก็คือ ….


เมื่อนกฮูกถูกลากออกจากเตียงให้มานั่งทำงานตั้งแต่ 9 โมงเช้า ทั้งๆ ที่ภายในร่างกายพึ่งจะตื่น … สิ่งแรกที่นกฮูกจะวิ่งหาก็คือ กาแฟ !!!!

ร่างกายต้องการคาเฟอีน ( สารเคมีที่เราเอ่ยถึงเมื่อตอนต้นนู้นนนน และทุกคนคงรู้จักกันเป็นอย่างดีแล้ว )

และคาเฟอีน ก็กลายเป็น สารเสพติดที่มีคนใช้อย่างถูกกฏหมายอย่างแพร่หลายมากที่สุด !!! และไม่อาจจะหยุดยั้งได้ด้วย …

แล้วคาเฟอีน ช่วยให้เราไม่ง่วงจริงไหม ?

ร่างกายคนเรามีสารเคมีที่ชื่อว่า อะดีโนซีน ( ตัวละครใหม่เพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งตัว )
คุณอะดีโนซีนเนี่ย เขาจะออกมาทำงานก็ตอนเมื่อเรา ตื่น ถ้าให้เราเปรียบเทียบภาพก็คงมีหน้าที่เป็นเหมือนนาฬิกาทราย ที่ร่างกายค่อยๆ ปล่อยออกมา สะสมออกมาเรื่อย เรื่อย เรื่อย เรื่อยยยยยย จนถึงจุดหนึ่ง คุณอะดีโนซีนก็จะร้องเตือนเจ้าของร่างกายว่า ” ฉันง่วงนอนแล้วววววเจ้ามนุษย์!! “

เอาล่ะ บางคนเป็นคนน่ารัก เชื่อฟังคุณอะดีโนซีน ก็เข้านอนแต่โดยดี
แต่บางคน ยังนอนไม่ได้ หรือถูกบังคับให้ตื่นก่อนเวลา ก็จะเกิดความขัดแย้งกับคุณเขาทีนี้ก็เลยต้องหาตัวช่วยอย่าง คาเฟอีน คาเฟอีนก็เปิดการ์ด Masking Agent หรือ ทำหน้าที่เป็นสารกำบังไม่ให้อะดีโนซีนหลั่งไหลเข้ามารบกวน

ฟังดูเหมือน คาเฟอีนจะเป็นตัวร้ายและแข็งแกร่งกว่าอะดีโนซีนใช่มั้ยคะ

แต่ว่า แต่ว่า ร่างกายคนเราก็มหัศจรรย์และส่งอัศวินมาช่วย นั่นก็คือ คุณอัศวินเอนไซม์ในตับ ( ชื่อทางการคือ ไซโตโครม พี 450 1 เอ 2 …แหม ยาวจัง ~ แต่ก็เท่ไม่เบา )

ท่านไซโตโครมเนี่ย ก็มาช่วยตีป้อมทำลายเจ้าคาเฟอีนเพื่อให้ อะดีโนซีนผ่านกำแพงที่คาเฟอีนสร้างขึ้นมาไปให้ได้

แต่ในขณะที่ไซโตโครมกำลังบุกทำลาย อะดีโนซีนก็ไม่ได้นิ่งเฉย เขาสร้างตัวเองเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เรื่อยๆ จนกลายเป็นกองทัพ แม้ว่าเราสนับสนุนคาเฟอีนจนแทบอยากจะฉีดเข้าเส้น ก็ไม่อาจจะต้านทานได้

และในที่สุด …

ร่างกายของเราก็ไม่อาจจะต้านทานได้อีก
และเมื่อเรายอมหลับแต่โดยดี ( ซึ่งบางทีก็ไม่หลับ … เดี๋ยวเราจะพูดกันในพาร์ทถัดไปว่าจะเกิดอะไรขึ้น ) เมื่อเรายอมหลับแต่โดยดีแล้ว คุณอะดีโนซีนก็จะค่อยๆ สลายกองทัพไปจนหมดตลอดการนอนหลับที่ร่างกายของพวกเราแต่ละคนต้องการ ตั้งแต่ 6 – 10 ชั่วโมง

ฉะนั้นถ้าใครไม่อยากตีกับอะดีโนซีนและไม่อยากให้ตับทำงานอย่างหนักจนเกินความจำเป็น ก็ต้องงดดื่มกาแฟ ก่อนจะเข้านอน 8-10 ชม. กันเลยทีเดียว เพื่อให้ร่างกายได้มีเวลาขับฤทธิ์ของคาเฟอีนออกจากร่างกายได้ทันเวลาก่อนที่อะดีโนซีนจะเทพรวดประท้วงร่างกายของเรา !


แต่เรื่องยังไม่จบเท่านั้น เมื่อตอนต้น เราพูดถึง ‘เมลาโทนีน’ ตัวละครใหม่ของเรานี้ ทำหน้าที่เป็นเหมือนโฆษก ประกาศว่า ” ฮะโหลๆ ร่างกาย … บัดนี้ ถึงเวลานอนแล้ว “

ในหนังสือเปรียบเทียบภาพว่า การนอนเหมือนการวิ่งแข่ง 100 เมตร เมลาโทนีน เป็นแค่คนที่คอยตะโกนบอกว่า เอ้า ! START !!! GO GO GO !!!! แล้วก็เชียร์อยู่ข้างสนาม

แต่ไม่ใช่คนที่จะมาวิ่งเสียเอง …กล่าวก็คือ เป็นแค่คำสั่งที่ให้เราเข้านอน แต่ไม่ได้ช่วยให้เรานอนหลับเท่านั้นเอง

เมื่อเรานอนจนถึงเส้นชัยแล้ว เมลาโทนีนก็จะกลับบ้านไปแล้วจะเริ่มกลับมาที่สนามแข่งใหม่ในวันถัดไปและเริ่มแข่งขันการนอนกันอีกครั้ง…ไปเรื่อยๆ

ทีนี้ เราเคยสับสนว่า แล้ว อะดีโนซีน กับ เมลาโทนีน ต่างกันยังไง สรุปก็คือ

  • อะดีโนซีน หลั่งออกมาสะสมในร่างกายและทำให้เราหลับ และจะค่อยๆ หลั่งไหลออก เหมือนกับนาฬิกาทรายประจำร่างกายของพวกเรา
  • ส่วน เมลาโทนีน เป็นตัวช่วยที่เราได้ผ่อนคลายเตรียมพร้อมจะเริ่มนอนได้
    เพราะฉะนั้นจึงเป็นเรื่องจำเป็นที่เราต้องหลีกเลี่ยงแสงสีฟ้าก่อนที่จะเข้านอน 1-2 ชั่วโมง เพื่อไม่ให้ไปขัดขวางอารมณ์สุนทรีย์ของเมลาโทนีนที่พร้อมจะบรรเลงเพลงเชียร์พวกเราให้นอนหลับสบาย

ยังมีประเด็นที่น่าสนใจสำหรับ เมลาโทนีน อีกสักนิดหน่อย

สำหรับใครที่ต้องทำงานเปลี่ยนกะบ่อยๆ หรือมีอาการ Jet Lag จากการเดินทางข้ามเขตเวลาบ่อยๆ อย่างเช่น นักบิน แอร์โฮตเตส หรือคนที่ต้องทำงานระหว่างประเทศบ่อยๆ

แม้เราจะเคยได้ยินมาบ้างว่า ร่างกายคนเราทำงานสอดประสานกับการทำงานของแสงพระอาทิตย์ … แต่ได้มีการทดสอบและวิจัยออกมาแล้วว่า … แท้ที่จริง มนุษย์ มี ‘ นาฬิกาชีวภาพ ‘ เป็นของตัวเอง ต่อให้เราไม่เห็นแสงเดือนแสงตะวัน ร่างกายเราก็จะยังสามารถใช้ชีวิตตามนาฬิกาชีวภาพที่ติดตัวเราแต่ละคนมา

( ประเด็นที่น่าสนใจคือ นาฬิกาชีวภาพที่ว่าของแต่ละคนนั้น ไม่ได้มี 24 ชั่วโมงเท่ากัน … ซึ่งหนังสือได้อธิบายไว้อย่างละเอียด แต่เราจะขอข้ามไปก่อน )

และนั่นจึงทำให้ เรารู้สึกมีอาการ Jet Lag เมื่อบินไปอยู่อีกฟากนึงของโลก แม้ว่าจะเป็นเวลาเช้า แต่เราก็ง่วงนอนสุดขีด หรือรู้สึกตาสว่าง ในขณะที่คนทั้งเมืองพากันหลับใหล เพราะร่างกายของเรายังจดจำช่วงเวลาของเดิมที่เราเคยอยู่มาก่อน

เพราะแบบนั้นเราก็เลยเห็นหลายๆคนที่ทำงานที่ต้องเผชิญอาการเหล่านี้ต้องใช้เมลาโทนีนช่วย

เอาเข้าจริงๆ สมัยทำงานประจำนี่ เหมือนมีอาการ Jet Lag ตลอดเวลาเลย
ฮาาาาา ๆ (~﹃~) ! แต่ไม่ได้กินเมโลโทนีนช่วยเพราะมันแพง !! แต่แต่สุดท้ายก็ไปลงเอยด้วยการหาหมอเพราะการนอนหลับแย่มาก จนต้องพึ่งยานอนหลับอยู่ดี

สำหรับเนื้อหาบทถัด เราจะข้ามไปดูเกี่ยวกับยานอนหลับ ในบทที่ 14 กันก่อน เผื่อว่า ใครมีปัญหาเรื่องการนอน (เหมือนกันกับเรา) จะได้รู้ว่าพวกเราจะทำยังไงกันดี

พวกต้องรอดนะฮะทุกคนนนนน


สำหรับใครที่สนใจเนื้อหาเต็มๆของหนังสือ สามารถหาซื้อมาอ่านกันได้นะคะ เพราะว่าเล่าไม่หมดจริงๆ


ปอลอ : พอดคาสต์เดี๋ยวตามมาเหมือนเดิมนะค้าบ ˓✿˘˘✿˒

Why We Sleep : EP.1

ว่าด้วยการนอนหลับ
[ Chapter 1 : การนอนหลับ ]

อ้างอิง จากหนังสือ
Why We Sleep : นอนเปลี่ยนชีวิตบทที่ 1 การนอน….
เขียนโดย : คุณ Matthew Walker
แปลโดย : คุณ ลลิตา ผลผลา
เรื่องโดย : Panpanmeme


ทำไมมนุษย์ต้องนอน ?
ง่วงก็นอน นั่นอาจจะเป็นคำตอบที่หลายคนตอบในใจ …

รวมทั้งตัวเราเองในตอนนี้ด้วย ! (~﹃~)~zZ

วันนี้ เราจะมาหาคำตอบด้วยกัน
ไม่ใช่คำตอบว่า ทำไมต้องนอน … เพราะนั่นจะเป็นคำตอบที่คุณตอบตัวเองเมื่ออ่านจบ ◜◡◝

แต่เราจะพาคุณเข้านอนอย่างมีคุณภาพด้วยกัน ผ่านซีรีย์ บทความและพอดคาสต์ ‘before bedtime — for deep sleep’ โดย pappanmeme เองงงง เย้ะ ! ˃ᴗ˂

โดยเราจะมาเริ่มกันด้วยหนังสือแห่งการนอนอย่าง Why We Sleep — นอนเปลี่ยนชีวิต เขียนโดยคุณ Matthew Walker ( แปลโดย คุณลลิตา ผลผลา )

ก่อนอื่นต้องขอเกริ่นสักนิดว่า เราเป็นคนที่มีปัญหาการนอนหลับมาสักระยะใหญ่ๆ จนตอนนี้ต้องพึ่งยาเพื่อให้หลับสนิท เพราะก่อนหน้านี้ ปัญหาจากการนอนไม่หลับส่งผลไปถึงหลายๆด้านของชีวิต ทั้งการงาน สุขภาพ และความสัมพันธ์

และจากการสังเกตคนรอบตัว หลายคนก็มีปัญหานี้ บางคนเรื้อรัง บางคนเป็นบางครั้ง หรือบางคนอาจจะนานๆเป็นที , ถ้าใครไม่เป็นโรคนอนไม่หลับ ก็ต้องขอแสดงความยินดีด้วย จะกล่าวว่าคุณเป็นประชากร 1 ใน 3 ของโลกที่ไม่มีปัญหาเรื่องนี้ และตัวเราเองก็ถือว่าคนที่หลับง่าย หลับสนิทนั้น ได้รับของขวัญล้ำค่าเลยทีเดียว

แต่ของขวัญก็มาถึงพวกเราประชากรอีก 2 ใน 3 ของโลกใบนี้ ที่อยู่ฝั่งผู้ประสบปัญหาการนอนด้วยเช่นกัน !!!

เพราะหลังจากการหาสาเหตุที่แท้จริงของการนอนไม่หลับหรือนอนไม่มีคุณภาพถูกเมินมาเนิ่นนานในอดีตของวงการวิทยาศาสตร์ แต่ไม่กี่ปีมานี้ ได้มีการตื่นตัวในการหาคำตอบและสาเหตุ รวมไปถึงวิธีการ ซึ่งเกิดจากความทุ่มเทของคุณ Matthew Walker ผู้ที่หลงใหลเรื่องนี้ขึ้นมา จากตอนแรกเขาจะทำวิจัยเรื่องนี้เพียง 2 ปี แต่ แต่ แต่ เขากลับใช้เวลาไปมากถึง 20 ปี !!! เพื่อทำวิจัย และออกมาเป็นหนังสือเล่มนี้ให้เราได้อ่ากัน ~

… ความตั้งใจแรกที่อยากทำเรื่องนี้ เพราะเราเห็นว่าเรื่องนี้เป็นปัญหากับตัวเราและคนใกล้ตัว เราก็มานั่งคิดว่า ทำไมคนเราถึงนอนไม่หลับ , อะไรเป็นสาเหตุ , ทำยังไงถึงจะนอนหลับ ซึ่งแต่ละคนก็มีปัจจัยที่ต่างกัน แต่ก็อาจจะคล้ายกัน ที่พอจะมาจับประเด็นแล้วร่วมแก้ไปด้วยกันได้

บทความนี้เราถือว่าเป็นการทำ journal สำหรับตัวเอง เขียน เล่า ในประเด็นที่ตัวเราเองได้รับ นำไปใช้กับคนใกล้ตัว เพราะผู้คนใกล้ตัว คือผู้คนที่เราสัมพันธ์ด้วย และไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว ก็มาขอแชร์ที่นี่ด้วยเลยแล้วกันนะคะ ˃ᴗ˂

ส่วนตัวของเราเอง เราสังเกตว่า ตัวเองเป็นคนขี้กังวลและชอบคิดอยู่ในหัวตลอดเวลา วนไปวนมา เหมือนความคิดไม่ได้จัดการ หรือบางครั้งความรู้สึกที่เราติดอยู่ในบางเรื่อง ไม่ได้รับการจัดการ … และเมื่อเราต้องหลับไปพร้อมกับมัน ก็ทำให้เช้าวันใหม่ที่จะมาเยือนเรานั้น เป็นเช้าที่ไม่มีความสดใสเอาเสียเลย ทั้งๆ ที่เมืองไทย ออกจะแดดร้อนจ้า ซัมเมอร์จ๋า ซะขนาดนี้ !!

ถ้าเป็นแบบนั้นก็คงจะดีกว่า ถ้าเราได้จัดการขยะความคิดก่อนเข้านอน ( ซึ่งเดี๋ยวเราจะพาทุกคนไปค้นดูสาเหตุของการนอนไม่หลับและจับตัวพวกมันมาจัดการ ! ) และถ้าเราได้เตรียมตัวเข้านอนโดยมีใครสักคนมาพูดอะไรให้ฟังไปเรื่อยๆ มีเพลงคลอ ๆ กล่อมเข้านอน เราคงจะรู้สึกถึงความสงบ ปลอดภัย แบบตอนที่ยังเป็นเด็กก็ได้นะ …

เราคิดว่า ถ้ามนุษย์เรามีสุขภาพการนอนที่ดี ก็คงมีคุณภาพชีวิตที่ดีมากแน่ๆ หนังสือพูดว่า การนอนอาจจะเป็นเรื่องเสียเวลาในวัฒนธรรมแบบเก่า และมักมีคำพูดว่า ‘ค่อยไปนอนตอนอยู่ในโลง’ โดยที่หารู้ไม่ว่า การไม่นอน หรือ การนอนอย่างไม่มีประสิทธิภาพนั้นจะส่งผลอะไรต่อชีวิตประจำวันของเราบ้าง

และหนังสือเล่มนี้จะพาเราก้าวสู่วิถีใหม่แห่งการนอน ₍⁻ʚ⁻₎

เริ่มกันที่ ภาคที่ 1 : ว่าด้วยการนอนหลับ

บทที่ 1 : นอนหลับ…









ส่วน podcast ที่ตั้งใจจะทำ สำหรับคนที่ไม่มีเวลาอ่าน หรือไม่อยากดูมือถือแล้วตอนก่อนจะเข้านอนเพราะแสงสีฟ้าจากหน้าจอที่รบกวนจะส่งผลให้ร่างกายเราตื่นตัวและหลับยาก ( ซึ่งก็รวมตัวเราเองที่เป็นหนึ่งในนั้นด้วย ) บางครั้ง เราต้องใช้เวลานานเพื่อข่มตาหลับโดยที่ไม่เล่นมือถือจนกว่าจะง่วง ปิดไฟนอนแล้ว แต่สมองก็ยังแล่นปรื้ดดดดด จนบางทีก็ต้องหยิบมือถือมาเล่นต่อ แล้วก็หลับคามือถือไปซะแบบนั้นบางครั้งยาก็ไม่ช่วย มิหนำซ้ำยังลุกมานั่งจนสว่างก็มี —

หลับไปแล้วค่าาาาาาาาาา (~﹃~)~zZฮาาา หยอกกกกก

อันทีจริงงแล้วในบทที่ก็ไม่มีอะไรมาก
แต่ก็สำคัญ … เพราะมันเป็นที่มาของคำว่า

Why
We
Sleep

เราเคยสงสัยกันมั้ยว่า … ทำไมมนุษย์จึงต้องนอน

หรือ ทำไมมนุษย์ต้องพยายามอดนอน เพื่อทำงานให้ได้มาก
ซึ่งมนุษย์เป็นสัตว์เพียงสปีชีส์เดียว ที่พยายาม อดนอน !

สิ่งเหล่านี้บ่งบอกอะไร ?

เราอาจจะไม่เคยสงสัยว่าทำไมถึงต้องนอน
เพราะการนอนเกิดขึ้นโดยธรรมชาติ ตั้งแต่เราเกิดมา
เราง่วง ก็นอน ( ยกเว้นว่าเราจะเมา…แต่เอาจริงๆ ตอนเมาก็ไม่ได้รับลึกนะ ถึงจะดูเหมือนว่า หลับสบายก็ตาม … บทหน้าๆ ก็จะมีพูดถึงประเด็นนี้ด้วยเหมือนกัน ) เพราะฉะนั้นเราจึงมองข้ามสิ่งเหล่านี้ไป แล้วปล่อยให้มันผ่านไปวันแล้ว วันเล่า คืนแล้วคืนเล่า และใช้วิธีผิดๆ เพื่อได้นอนหลับ

จนกระทั่งเรามารู้ตัวอีกทีว่าการนอนส่งผลต่อชีวิตเราอย่างไรก็ต่อเมื่อ …
มีบางสิ่งบางอย่างเปลี่ยนไป
อย่างเช่น … คุณถูกจัดว่ามีภาวะ ก่อนเบาหวาน เมื่อตอนตรวจสุขภาพประจำปี
คุณป่วยเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดสมอง
หัวใจอุดตันหรือเปราะ
หรือวันที่คุณรู้สึกมีภาวะซึมเศร้า หดหู่ ไปจนถึงต้องการฆ่าตัวตาย

ฟังดูไม่ใช่เรื่องเล่นๆ อีกต่อไปแล้ว !

” หากจิตใจ ไม่สงบ ย่อมไม่อาจข่มตาหลับ “

ชาร์ลอตต์ บรอนเต ( Charlotte Brontë )

ซึ่งนั่นอาจจะเป็นที่มาลึกๆ ของมวลมนุษยชาติกว่า 2 ใน 3 ส่วนของโลก
ว่า อะไรที่ค่ำตาค่ำสมองพวกเขาและพวกเราอยู่ ทำให้ไม่อาจจะข่มตาหลับลงได้ …


ถึงแม้ว่า คนเราใช้เวลา 1 ใน 3 ของชีวิต ไปกับการนอน คือราวๆ 8 – 10 ชั่วโมง และเราเหลือเวลาสำหรับการทำสิ่งต่างๆ อีก 14 – 16 ชั่วโมง … อาจจะรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่เสียเวลาเมื่อเห็นจำนวนตัวเลขนั้น เมื่อคุณเห็นข้อมูลต่อไปนี้

ซึ่งเป็นข้อมูลแสดงค่าแรงขั้นต่ำ ใน 10 ประเทศทั่วโลก

ถ้าคุณมีเลือดนักเศรษฐศาสตร์อยู๋ในตัว คุณก็คงมองหากราฟที่แสดงค่าแรงที่มากที่สุด คือ ออสเตรเลีย ซึ่งได้ค่าแรงอยู่ที่ 445.17 / ชั่วโมง !! และคงไม่ลังเลที่จะเพ่งมองไปที่จุดต่ำสุด…นั่นคือ ไทย ซึ่งได้ค่าแรงอยู่ที่ 40.5 / ชั่วโมง !!!!

คุณคงนึกเสียดายเวลานอน …
หรืออาจจะรู้สึกว่า จะนอนสักหน่อยก็ไม่เป็นไร
หากคุณอยู่ประเทศที่ให้ค่าจ้างทำงานของคุณต่างกัน … และสนับสนุนให้คุณได้มีคุณภาพชีวิตที่ดี

ถึงแม้ว่า ถ้าตอนนี้คุณอยู่เมืองไทย และถ้าหากอยากจะได้เงินจำนวน 445.17 บาทต่อชั่วโมง ก็คงต้องอดนอนถึง 10 ชั่วโมงกันเลยทีเดียว !!

แต่ประเด็นของเราไม่ได้จะมาพูดเรื่องค่าแรงกัน
แต่เราจะมาพูดเรื่อง การนอนที่มากขึ้น หรือมีประสิทธิภาพมากขึ้น


นอนแล้วได้อะไร ?
เมื่อเราหลับตานอน สิ่งที่เราจะได้รับจากการนอนหลับก็คือ

  • โอกาสในการเพิ่มออกซิเจนในลูกตาของคุณ ที่จ้องคอมพิวเตอร์และมือถือมาตลอดทั้งวัน
  • โอกาสที่จะเติมเต็มความปรารถที่สะกดกลั้นเอาไว้ … ซึ่งเรียกว่า ภาวะจิตไม่รู้สำนึก
  • โอกาสที่จะซ่อมแซมร่างกาย สมอง และ จิตใจที่เหนื่อยล้า
  • การนอนหลับส่งผลที่ดีต่อสุขภาพจิต
    ( ข้อมูลคร่าวๆ จากหนังสือกล่าวว่า ประเทศที่อดหลับอดนอนอย่าง อเมริกา ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ฯลฯ เป็นประเทศที่มีอัตราที่เพิ่มมากขึ้นทุกวันของการเกิดโรคทางกายภาพและความผิดปกติทางจิต )
  • สิ่งนี้น่าสนใจมากคือ การนอนหลับที่ดี จะช่วยให้เรารับมือกับความท้าทายทางสังคมและทางจิตใจในวันต่อไปได้อย่างใจเย็น
  • การได้ฝัน กระบวนการการฝันเป็นการช่วยปลอบประโลมและบรรเทาความทรงจำอันเจ็บปวด และปลดปล่อยความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งในบทถัดๆไปจะมีการลงรายละเอียดเกี่ยวกับความฝันด้วย
  • อีกประเด็นที่น่าสนใจสำหรับสถานการณ์โลกของเราในตอนนี้คือ
    การนอนหลับ่ จะช่วยต่อต้านมะเร็ง หยุดยั้งการติดเชื้อ และป้องกันร่างกายเราจากการเจ็บป่วยทั้งหลาย … ลองสังเกตตัวเองดูว่า เมื่อไหร่ก็ตาม ที่เราพักผ่อนไม่เพียงพอ เราจะป่วยง่าย
  • อีกทั้งยังช่วยปรับสมดุลในร่างกาย การเผาผลาญ การไหลเวียน การเติมจุลินทรีย์ที่เติยโตอยู่ในลำไส้ และฮอร์โมนต่างๆ

ยังมีสิ่งที่เราจะได้รับจากการนอนอีกมากมาย ซึ่งเราจะได้พบเจอและเก็บเกี่ยวในระหว่างการเดินทางไปพร้อมๆ กับการอ่านหนังสือเล่มนี้

แม้ว่าการอดนอน แล้วเอาเวลาไปเพิ่มให้กับช่วงเวลา 2 ใน 3 ของชีวิตที่เราเหลืออยู่ ก็ไม่อาจจะยืนยันว่า เราจะมีชีวิตอยู่รอดเพื่อทำสิ่งที่ตั้งใจไว้ให้สำเร็จได้ … เพราะฉะนั้น เป้าหมาย หรือ ฝั่งฝัน หรือ ความสำเร็จ จะสำคัญอะไรถ้ามันไม่มี ‘ คุณ ‘ ?

หรือ ณ ตอนนี้ คุณกำลังเครียด กังวล กับชีวิต ว่า พรุ่งนี้จะเป็นยังไงถ้าหากไม่มีเงิน คุณต้องทำงานให้หนักขึ้น มากขึ้น … แต่อย่าลืมว่า ถ้าหากร่างกายอ่อนแอ หรือล้มไป ก็ไม่มีประโยชน์อะไร

เขียนมาถึงตรงนี้ ก็วกเข้ามาประเด็นนี้จนได้
ไม่อยากขออะไรค่ะ ขอให้ทุกคนปลอดภัย แข็งแรง มีสุขภาพกาย สุขภาพใจที่ดีกันนะคะ

— Have A Good Night ˓✿˘˘✿˒


see more for podcast on youtube
Design a site like this with WordPress.com
Get started