pique & peanut butter ( apr. 2021 )

เจอนั่นเจอนี่ – เจอบันทึก เมื่อปีที่แล้ว

ปลายฤดูร้อนเดือนเมษายน ปี 2021
แต่ทว่าฝนกลับตกหนักทุกวัน
ทั้งฝนข้างในใจ

และข้างนอกนั่น


ยากจะลืม
ครบ 1 เดือนแล้วที่ลาออกจากงานประจำแล้วเริ่มทำร้านเป็นของตัวเองอย่างจริงจัง — อันที่จริง เดือนกว่าด้วยซ้ำ เพราะต้องออกจากงานก่อนกำหนด ด้วยภาวะซึมเศร้า

ความเศร้าที่ซึมเกินกว่าจะถอดถอนด้วยตัวเอง ;
ทำให้ต้องกินยา หาหมอ และปรับสมดุลชีวิต

การได้นั่งลงทบทวน และตัดสินใจก้าวเดินอีกครั้งด้วยความจริงใจต่อตัวเองไม่ใช่เรื่องง่าย สำหรับคนขี้กลัวอย่างเรา มองเผินๆ อาจจะดูเป็นพวก perfectionism จริงจังทุ่มเท แต่แท้ที่จริง เราเป็นแค่มนุษย์ขี้กลัวคนนึง ที่บรรจุความรู้สึกไม่มั่นคงเอาไว้แน่นเอียด ความสั่นไหว คลอนแคลนอยู่เต็มอกนั้น เพราะกลัวที่จะล้มเหลว

มีหลายเหตุผล ที่จะกลัว
เคยคิดว่าเรานี่มันไม่ได้เรื่องที่ขี้กลัวขนาดนี้
แต่จริงๆแล้ว มีใครบ้างที่ไม่กลัว เรามีสิทธิ์กลัว

และความกลัวทำให้รู้ว่า เราไม่อาจมีชีวิตโดยลำพัง
ความกลัวนี่แหละที่ทำให้เรารู้ว่า ถ้าหากชีวิตนี้จะต้องตาย
ก็กลัวจะไม่ได้ทำสิ่งที่รัก ก่อนวันที่จะสายไป

ที่บอกว่ายากจะลืม …
เพราะตอนนี้พวกเรารับรู้ได้ว่า
โลกใบนี้ มันน่าเศร้าและน่าหดหู่มากแค่ไหน
ผู้คนล้มตาย ผู้คนแหลกสลาย ความสูญเสียที่ถาโถมเข้าใส่
ความผิดหวังที่ครอบงำซ้ำๆ และดูเหมือนจะมืดสนิท

คนตัวเล็กๆ ได้แต่ปลอบใจกันไปมา
แล้วหวังว่าสักวัน มันจะดีขึ้น
เหมือนที่เคยเป็นมา


ต้องนานสักเท่าใด
อีกนานเท่าใด

เราหดหู่เหลือเกิน
แล้วเวลาก็ไหลไปเหมือนสายน้ำ
สิ่งที่ทำได้ในตอนนี้นอกจากเคืองโกรธคือ
ลงมือทำอะไรสักอย่าง —

ช่วงเวลาที่เราเหนื่อยล้า
เราได้รับกำลังใจ

ก่อนพระอาทิตย์ตกดิน
เมฆฝนเคลื่อนตัวออกไป

เราเลือกผ้าผืนใหม่ที่ได้มา มันชื่อว่าปิเก้
ปิเก้สีเบจ — ทำให้นึกถึงเนยถั่วที่ชอบกินทุกเช้า

แล้วความเศร้า ก็ถูกถ่ายเทออกไป
ผ่านฝีเข็ม ผ่านเส้นด้าย
ผ่านวันเวลา ; เพียงแต่ เราจะไม่ยอมให้มันสูญเปล่า

มันกลายเป็นสิ่งเยียวยาหัวใจที่บอบช้ำ หม่นหมอง
เป็นบทสนากับตัวเองว่า
พรุ่งนี้เราจะตื่นขึ้นมาอีกครั้ง

เรายังมีขนมปังเนยถั่วบนผ้าปิเก้ที่รอเราอยู่


บันทึกนี้ ถูกบันทึกเอาไว้เมื่อปีที่แล้ว
เวลาผ่านไป จนเรากลายเป็นคนใหม่แล้ว

หากไม่ได้กลับไปอ่านบันทึก
ก็คงไม่ได้รู้ว่าตัวเองเคยเศร้ามากแค่ไหน

และถ้าไม่ได้อ่านบันทึก
ก็คงไม่ได้รู้ว่า ตัวเอง ออกมาจากความเศร้านั้นได้อย่างไร

ตัดสินใจเอาบันทึกมาเขียนอีกครั้ง
เพื่อย้ำเตือนตัวเอง
ว่าถ้าหากว่าเศร้าอีกครั้ง จะต้องทำอย่างไร เพื่อให้ตัวเองได้กลับมาหายใจและเดินต่อไป

เพื่อบอกตัวเองว่า
วันเหล่านั้น วันจะผ่านไป
🙂

8 ideas for freelance |

ทำยังไงให้มีกินไปตลอดชีวิต

ชีวิตฟรีแลนซ์นั้นก็เหมือนจะมีอิสระ
แต่ถ้าหากใช้อิสระอย่างไม่มีประสิทธิภาพแล้วล่ะก็
‘อิสระ’ ก็อาจจะกลายเป็น ‘กับดัก’
ที่จะทำลายชีวิตของเราก็ได้

แพนแพนมีมี เจอนั่น เจอนี่
เจอสิ่งดีๆ จากหนังสือ ว่างงาน ไม่ว่างเงิน

เป็นเรื่องของ ‘8 กฏเพื่อที่จะได้มีกินไปตลอดชีวิต’

อ่านและแบ่งปันในฐานะของ ฟรีแลนซ์
ที่ลาออกมาได้ 1 ปี กับอีก 3 เดือน


ยอมรับว่าช่วงแรกๆ มีความเครียดและความกังวลไม่น้อยเลย
และเมื่อมองย้อนกลับไปแล้ว ก็พบว่าตัวเองอยู่ในสถานการณ์ ‘ดิ้นพล่าน’ เพื่อเอาตัวรอด

เราคิดว่าตัวเองมีอิสระที่จะได้ทำสิ่งที่รัก สิ่งที่ชอบ
แต่เมื่อถึงเวลาจริงๆ สิ่งที่เราต้องเลือกก็คือ ‘งานที่ให้เงิน’
เพราะเรากลัวว่า จะไม่มีกิน ไม่มีเงินจ่ายค่าที่อยู่ ค่าอาหารแมว ค่าต่างๆนานา

สุดท้ายแล้ว งานที่รัก งานที่ให้อิสระ ก็ทำให้เรากลายเป็น ‘ทุกข์’ ได้เช่นกัน

การอ่านหนังสือเล่มนี้แม้ว่าจะดองไว้นานแล้ว แต่ก็รู้สึกว่า มันเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสม ที่หนังสือทำงานร่วมกับประสบการณ์ของเราในเวลาของมันเอง แบบที่ควรจะเป็น

ถ้าเราอ่านหนังสือเล่มนี้ เมื่อหนึ่งปีที่แล้ว… ก็อาจจะไม่อิมแพคกับความคิด ความรู้สึกของเรามากขนาดนี้ก็ได้ > <


มาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่า

แต่เราไม่อยากใช้คำว่ากฏ แต่จะขอใช้คำว่า ‘แนวคิด’ แทนแล้วกันนะคะ


แนวคิดแรก :
ไม่ลำบากเรื่องงานไปอีกตลอดชีวิต
กุญแจคือ “ขยายอิทธิพลให้กว้างขึ้น”

ความจริงข้อหนึ่งที่เราอาจจะไม่ทันคิดก็คือ จริงๆแล้วฟรีแลนซ์นั้นมักจะมีงานเข้ามาเสมอ…แต่ส่วนใหญ่มักจะเป็นงานที่ ‘ไม่ตรงใจ’

สิ่งสำคัญของแนวคิดนี้ก็คือ
เราต้องตั้งหรือกำหนดเป้าหมายให้ตัวเองว่า
เราอยากอะไรจากการทำงาน เพราะการเป็นฟรีแลนซ์คือเรามีอิสระที่จะ ออกแบบ ระบบและชีวิตการทำงานของตัวเอง

ยกตัวอย่างเช่น : การตั้งเป้าว่าอยากจะได้รายได้สักเท่าไหร่ดี? ( อยากได้ไหม )
: การตั้งเป้าว่าอยากจะใช้เวลาทำงานมากเท่าไหร่ ? ( มากหรือน้อย )
: การตั้งเป้าว่า อยากจะทำงานร่วมกับคนแบบไหน
: หรือกำหนดว่าเราอยากทำงานอะไร

ถ้าเราไม่กำหนด เราก็จะกลายเป็นเพียงแค่ คนรับจ้าง ทำทุกอย่างที่คนจ้างและได้เงินเท่านั้น

ความคิดเห็น : ข้อหนึ่งที่เราใช้เป็นหลักในการทำงานตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมาคือ

  • การใช้เวลาเพื่อทำงาน / เราไม่เชื่อเรื่องการทำงานทั้งวันทั้งคืน อดหลับอดนอนแล้วจะทำให้งานออกมาดี แบบที่เราเห็นในหนัง ก่อนอื่นเราต้องลบความเชื่อผิดๆ ข้อนี้ออกไปก่อน
  • การตั้งเป้าว่าอยากทำงานกับคนแบบไหน ( เมื่อเราเลือกได้ )
    หากว่าเราทำงานประจำ เราอาจจะเลือกได้ไม่มากนัก ว่าจะต้องเจอคนแบบไหนในที่ทำงาน บางคนเป็น Toxic Person

ทำให้เราเหน็ดเหนื่อยกับชีวิตมากกว่างานทำเราเสียอีก

แต่ในชีวิตฟรีแลนซ์ เราไม่ได้เลือกงาน แต่เราเลือกคน
เพราะคนคือปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อเราโดยตรง

งานก็คืองาน ไม่ว่างานไหน ก็คืองาน

แต่เรื่องของคน มันต่างออกไป
ถ้าเราเจอคนที่ดี ที่เห็นคุณค่าเรา ดึงประสิทธิภาพของเราออกมา เพื่อทำงาน
สิ่งที่เราได้รับ คือการพัฒนาตัวเอง เห็นคุณค่าตัวเองมากขึ้น ซึ่งมันประเมินค่าไม่ได้

ในทางกลับกัน หากว่าเราทำงานกับคนที่ไม่เห็นคุณค่าเราเลย
สิ่งที่เราจะได้รับกลับมาให้ตัวเอง นอกจากจะได้เงินแล้ว
เราจะได้ การไม่เห็นคุณค่าหรือดูถูกตัวเอง มาเป็นของแถมด้วย

อีกประเด็นของการขยายอิทธิพลคือ เรื่องการ ‘เพิ่มช่องทาง’

เราเชื่อเรื่องหลักของการ ทวีคูณ หรือ การขยายผลผลิต เหมือนกับพืชผล ต้นไม้

ต้นไม้ไม่ได้เพียงขยายตัวเองด้วยขนาดเท่านั้น

แต่ยังขยายตัวเองผ่านดอก เกสร ผล เมล็ด ราก กิ่งก้าน ใบ ทุกทาง ที่จะขยายผลออกไป

เมื่อกลับมาดูตัวเราเอง เราขยายตัวเองไปในทิศทางใดบ้าง เพื่อให้คนรู้จักเรามากขึ้น หรือ เข้าถึงผู้คนได้เยอะขึ้น

ซึ่งในปัจจุบันก็มีช่องทางและวิธีการมากมายที่จะให้เราเลือกใช้


แนวคิดที่สอง :
กล้าปฏิเสธงาน ไม่ใช่รับงาน เพื่อให้มีกิน เท่านั้น

แนวคิดนี้ต่อเนื่องจากช่วงแรกคือ การรับงานเพื่อให้มีกินเท่านั้นอาจจะเป็นกับดักที่ทำให้เราสุดท้ายแล้วเราก็จะกลายเป็นคนที่รับจ้าง แล้วก็ได้เงิน สุดท้ายก็อาจจะมีชีวิตอยู่ไปแค่วันๆ พอเอาตัวรอดได้เท่านั้น

แต่เราเชื่อว่า เราทุกคนไม่ได้เป็นแบบนั้น

เพราะฉะนั้น เราต้องตั้งเป้าหมายที่จะปฏิเสธงานที่ไม่ใช่ไปบ้าง

มีคำหนึ่งที่เราได้ยินมาตั้งแต่เด็กๆ ว่า

‘ไม่เลือกงานไม่ยากจน’

ทุกคนคิดอย่างไรกับคำนี้คะ?

สำหรับเราแล้วมีทั้งส่วนที่จริงและส่วนที่ไม่จริง

หากว่าเรามัวแต่เลือกและไม่ทำอะไรเลย แน่นอนว่าเราคงไม่มีจะกินแน่ๆ
แต่ถ้าหากว่า เรามัวแต่ทำงานทุกอย่างที่เข้ามา เพราะกลัวว่าจะไม่มีกิน สุดท้ายเราก็จะไม่ได้ ‘พัฒนา’ อะไรเกี่ยวกับตัวเองเลย

เราอาจจะพอมีกิน…
แต่เราก็อาจจะกลายเป็นคนที่เราไม่ได้อยากเป็น หรือ ไปไม่ถึงเป้าหมายของเรา

การเป็นฟรีแลนซ์ทำให้เรามีอิสระที่จะทดลองทำ เรียนรู้ สิ่งต่างๆ ไปเรื่อยๆ อย่างเช่น ในปีนี้เราอาจจะสนใจทำงานอย่างหนึ่ง จนรู้สึกว่าเราอิ่มตัวและอยากจะไปลองทำงานอื่นๆ ก็ได้

และในปัจจุบัน งานที่มีให้ทำนั้นก็สามารถ take corse ระยะสั้นก็สามารถทำงานหาเงินได้แล้ว

บางคนทำงานที่ไม่ได้ตรงกับสายอาชีพที่เรียนมาด้วยซ้ำ

ฟรีแลนซ์จึงเป็นอาชีพที่ทำให้คนเรามีโอกาสที่จะได้ค้นหาตัวเองไปเรื่อยๆ


แนวคิดที่สาม :
แค่ทำงานให้เสร็จเฉยๆ ย่อมมองไม่เห็นอนาคต

การทำงานให้เสร็จไปเฉยๆ แล้วได้เงิน ก็เป็นอันจบปิดจ้อบ
เท่านั้นเพียงพอหรือไม่?

คำตอบคือ ไม่เลย

อย่างที่เรากล่าวไปข้างต้น
หากเราทำงานแลกเงินไปเฉยๆ เราก็จะกลายเป็นคนที่แค่ทำงาน
แต่สุดท้ายไม่ได้ทำงานที่อยากทำ หรือ ไม่ได้ทำอะไรเพื่อเป็นการพัฒนาตัวเองเลย

มีการแบ่งตารางเกี่ยวกับ งาน และ เงิน เอาไว้ 4 ประเภท


แนวคิดที่สี่ :
ถึงจะหาเงินได้มากเท่าไหร่ก็ลบความกังวลไปไม่ได้

เคยเป็นกันมั้ยคะ?
ตอนไม่มีเงินก็กังวล
แต่พอมีเงินเพิ่มขึ้นก็กังวลว่าจะไม่พออยู่แล้ว
แล้วก็ต้องหาเพิ่มอีก หาเพิ่มอีก

เพราะเราไม่มีทางรู้ว่า ปีหน้า ของอาชีพฟรีแลนซ์ จะเป็นอย่างไร?
ปีนี้ อาจจะมีงาน ปีหน้า อาจจะมีมากขึ้นหรือไม่มีเลยก็ได้

อยากเช่นสถานการณ์โควิดที่ผ่านมา ก็ทำให้เราเห็นตัวอย่างและเข้าใจเรื่องนี้ได้มากขึ้นอย่างชัดเจน

และในความเป้นจริง ก็มักจะไม่มีอะไรเป็นอย่างที่เราคิดไว้

แม้ว่าเราจะวางแผนอย่างดี ก็อาจจะไม่ได้เป็นไปตามนั้น

และธรรมชาติของอาชีพฟรีแลนซ์ก็คือ เราไม่สามารถหาเงินได้แบบพรวดพราด และ ไม่สามารถหาเงินในจำนวนที่เท่าๆ กันไปได้เรื่อยๆ อยู่แล้ว

เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราควรทำคือ ‘ฝึกควบคุมความกังวล’ ไม่ได้แปลว่ากังวลไม่ได้หรือความกังวลเป็นเรื่องผิด

แต่เมื่อเรากังวลก็ให้จัดการกับความกังวลนั้น
พร้อมกับอยู่ร่วมกับสถานการณ์ที่มักจะทำให้เรากังวลอย่างเข้าอกเข้าใจ
(เข้าใจตัวเอง และ เข้าใจสถานการณ์)

ชีวิตที่ไม่กังวลคือชีวิตที่เบาสบาย
แล้วเราจะมีพลังไปทำเรื่องดีๆอีกมากมาย
อย่าเสียพลังงานไปให้กับความกังวล


แนวคิดที่ห้า :
ถ้าเก็บเงินไม่ได้ ก็เปลี่ยนกระแสการไหกลของเงินให้ดีขึ้น

การเก็บเงิน โดยไม่ใช้เลย นับว่าเป็นเรื่องที่ดีหรือไม่?

การจะมีเงินเยอะๆ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเราจะเก็บเงินได้มากเท่าไหร่
แต่มันขึ้นอยู่กับว่า เราจะใช้เงินนั้นอย่างไร…

การสร้างกระแสไหลเวียนของเงิน เหมือนกับสายน้ำ
อาจจะมาเรื่อยๆ ไม่เยอะ แต่ไม่ขาดสาย

สิ่งที่เราต้องทำคือ การขยายและทำทางให้น้ำไหลผ่านได้
ด้วยการลงทุน

ลงทุนในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงการลงทุนหุ้น หรือกองทุนอย่างเดียว
แต่เป็นการลงทุนเงินไปกับการพัฒนาทักษะให้ตัวเอง เป็นการทำทางที่กว้างขึ้น

หรือหากว่าเรามีเงินน้อย แต่สิ่งที่มีคือเวลา
เราก็สามารถออกแบบได้ว่า
เรามีเวลาอยู่เท่าไหร่?
เราจะลงทุนเวลาของเราไปกับอะไร?

มันต่างจากการขุดบ่อแล้วเอาน้ำไปใส่ นานวันไปก็อาจจะเหือดแห้งไปเฉยๆ ก็ได้
เพราะในเชิงเศรษฐศาสตร์เงิน เป็นสิ่งที่มีค่าลดลง หรือเงินเฟ้อ
จำนวนเงินเท่ากัน กาลเวลาผ่านไป ก็จะมีค่าลดลง


แนวคิดที่หก :
สร้างพลังที่จำเป็นสำหรับฟรีแลนซ์ 3 อย่าง ไว้ติดตัว

  1. พลังสร้างงาน

งานมีหลากหลายประเภท ทั้งงานที่สร้างรายได้มาเรื่อยๆ กับงานที่สร้างรายได้เพียงครั้งเดียว

ทีนี้ก็ขึ้นอยู่กับเราจะจัดการเวลาของตัวเองเพื่อทำงานเหล่านี้
และจัดการกับปริมาณงาน

สิ่งที่เราเห็นด้วยกับหนังสือคือ การทำหลายๆ งานแล้วให้งานเชื่อมโยงกัน
ดูเหมือนจะทำหลายอย่าง แต่ทุกอย่างเป็นเรื่องเดียวกัน
…ลองออกแบบงานแบบนั้นให้ตัวเองดู

  1. พลังในการบอกเล่าเรื่องตัวเองออกไป

การบอกเล่า ก็คือ การโฆษณาตัวเอง
ซึ่งทำได้และควรทำ ในวิธีที่ตัวเองโอเค

เพียงแต่เราต้องสื่อสารกับลูกค้าให้เขารู้จักเรา

  1. พลังในการหมุนเงิน
    ทักษะการใช้เงินอย่างสร้างสรรค์นั้นเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องมีอย่างมาก
    สำหรับการเป็นฟรีแลนซ์ หากเราได้เงินมาแล้วก็ใช้เงินไปเฉยๆ เราจะไม่ได้ต่างจากการเป็นพนักงานประจำเลย แถมยังเสียเปรียบตรงที่เราไม่มีกองทุน ไม่มีสวัสดิการใดๆ ให้ตัวเองเลย

เพราะฉะนั้น เราต้องใช้เงินอย่างสร้างสรรค์ด้วยการลงทุนทักษะให้ตัวเอง
ให้สามารถต่อยอด รับงานที่ดีขึ้นได้ รับงานที่ใหญ่ขึ้นได้ หรือแม้แต่การสร้างกิจการขึ้น และอาจจะไปถึงการจัดสัมนาเลยก็ได้


แนวคิดที่เจ็ด :
ทิ้งความคิดแบบพนักงานกินเงินเดือน

ฟรีแลนซ์แตกต่างจากพนักงานกินเงินเดือนตรงที่ เราต้องดูแลตัวเอง
หากมีเรื่องที่ผิดพลาด เราต้องรับผิดชอบตัวเอง

หากเราเลือกจะเป็นฟรีแลนซ์แล้ว สิ่งที่เราต้องมีและตระหนักไว้เสมอคือ

  1. ตระหนักว่า มีเรื่องที่ทำไม่ได้
    การตระหนักรู้เป็นสิ่งสำคัญ เราไม่ได้ทำได้ทุกเรื่อง
    แม้ว่าจะเป็นฟรีแลนซ์แต่ไม่จำเป็นต้องทำเองทุกอย่าง
    เรื่องที่ไม่รู้และไม่ถนัดก็ควรจะหาคนช่วย
  2. รักษาสัญญาที่ให้ไว้กับตัวเอง
    สัญญาที่ให้กับตัวเองก็สำคัญไม่แพ้สัญญาที่ให้กับคนอื่น

เช่น การหยุดพัก การไปเที่ยว การให้รางวัลตัวเอง เหล่านี้เราควรเคร่งครัดที่จะรักษาสัญญาให้ตัวเอง

หากเราเป็นพนักงานบริษัท เราจะมีตารางวันหยุดประจำปีคอยเตือน มี HR. คอยบอก หรือเพื่อนร่วมงานกระตุ้นไปด้วย แต่เมื่อเราเป็นฟรีแลนซ์ เราไม่มีใคร
บางครั้งก็อาจจะทำงานจนลืมวันลืมคืนก็ได้

  1. ให้ความสำคัญกับความเร็วของงาน
    คุณภาพเป็นสิ่งสำคัญ
    แต่เรื่องที่ลูกค้าเข้าใจง่ายที่สุดคือ ‘ความเร็ว’ ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเร่งรีบเพื่อส่งงาน แต่ควรรักษากำหนดการณ์ที่นัดส่งงานอย่างมั่นคง หรือหากเป็นไปได้ให้ส่งก่อน
  2. พักผ่อนให้เพียงพอ

อย่างที่เรากล่าวไปข้างตน เราไม่เชื่อเรื่องการทำงานแบบไม่หลับไม่นอน
เหมือนที่เชื่อกันมาแบบผิดๆ ว่าชีวิตฟรีแลนซ์เป็นแบบนั้น

สมัยเรียนมหาลัย เด็กสถาปัตย์ทุกคนอดนอนกับจนเป็นเรื่องปกติ
จนสุขภาพร่างกายแย่ สุขจิตก็เสีย ไม่มีอะไรดีเลย
และบางครั้งงานก็ไม่ได้มีคุณภาพด้วย

แต่ในตอนนั้น เราเลือกที่จะให้ตัวเองได้นอนด้วย
แม้ว่าอาจจะได้นอนน้อยหน่อย แต่ยังไงก็ต้องนอน

งานก็อาจจะไม่ได้ดีมาก
แต่ว่า เรารู้สึกโอเคกับตัวเองก็พอ

สุดท้ายแล้ว งานพวกนั้นก็แค่ผ่านไป
สิ่งที่ทิ้งไว้อาจจะเป็นเกรด เป็นผลการเรียน

ซึ่ง พอเวลาผ่านไป ก็แทบจะใช้อะไรไม่ได้เสียด้วยซ้ำ


แนวคิดที่แปด :
เวลาสำคัญกว่าเงิน

งาน เงิน เพิ่มได้
แต่เวลา เพิ่มไม่ได้

เวลาเป็นสิ่งที่ไม่มีวันหวนกลับ…เรามักจะได้ยินกันบ่อยๆ
เราจะไม่พูดอะไรมากในข้อนี้

แต่จะขอจบลงด้วยประโยคจากหนังสือว่า

ก่อนจะตายไม่มีใครพูดว่า ‘ถ้าทำงานให้มากกว่านี้ก็ดีสิ’

แต่เรามักจะได้ยินคำว่า ‘ถ้าไปเที่ยวให้เยอะกว่านี้ก็ดีสิ’

‘ถ้าใช้เวลากับพ่อกับแม่ให้มากกว่านี้ดีสิ’

สุดท้ายแล้ว รู้อะไร ไม่เท่า รู้งี้ ใช่มั้ยละคะ 555555


เนื้อหา : จากหนังสือ ว่างงานแต่ไม่ว่างเงิน
ผู้เขียน : โยอิจิ อิโนะอุเอะ
บทความโดย : mint – panpanmeme journal & journey

70th Anniversary ✿MARIMEKKO✿

panpanmeme's avatarpanpanmeme

THAILAND – 2021

ภายโดย : TANACHIRA

marimekko

70 years of the art of printmaking


จุดเริ่มต้นของแบรนด์ที่มีสีสันสดใสอย่าง marimekko ที่พวกเรารู้จักกันดีในภาพชินตาที่มาพร้อมกับ ลวดลายของดอก Unikko หรือดอกป็อปปี้หลากสี สดใส ดึงดูด แต่เมื่อย้อนกลับไปอ่านที่มาของแบรนด์นี้นั้น เราพบว่าสิ่งสำคัญที่ทำให้ marimekko เติบโตและมีอายุ 70 ปีแล้วในวันนี้ก็คือ …

ไม่ว่าวันเวลาจะผ่านไปนานสักเท่าใด marimekko ที่เกิดขึ้นเพื่อปลอบประโลมจิตใจผู้คนในช่วงยุคหลังสงครามนั้น ก็ยังมีพลังและบริสุทธิ์เหมือนดอกไม้ ที่ยังทำงานในจิตใจผู้คนทั่วโลกมาจนถึงวันนี้

marimekko เป็นที่รู้จักกันดีว่าเป็นแบรนด์ ที่มากกว่าแฟชั่นหรือเสื้อผ้า แต่ลวดลายสีสันของ marimekko นั้นมักจะแทรกเข้าไปอยู่ในทุกที่ของบ้านและชีวิตประจำวันที่จับมือร่วมกับแบรนด์ดังอื่นๆ อีกมากมาย

และในปีที่เต็มไปด้วยความหดหู่สิ้นหวัง ที่กลืนกินคนทั่วทั้งโลก marimekko ก็ยังคงผลิตผลงานที่สร้างพลังบวก เป็นความประทับใจออกมาให้เราได้ชื่นชมกัน ในวัยครบรอบ 70 ปี สร้างความสดชื่นกระปรี้กระเปร่าแต้มแต่งให้ชีวิตพวกเราได้เหมือนอย่างที่เคยเป็นมา

แม้ว่าบุคลิกอย่าง marimekko เมื่อมองเผินๆ อาจจะไม่ใช่บุคลิกที่เหมาะกับทุกคน แต่วันนี้เราจะพาไปทำความรู้จักกับพลังงานอันสดใสวัย 70 ปี ที่ทุกคนจะต้องตกหลุมรักอย่างแน่นอน เพราะยังมีอีกหลายมุมที่ยังไม่ถูกเปิดเผยและเรายังไม่ได้ทำความรู้จักกับแบรนด์ที่ชื่อ marimekko


Blue skies and strawberry cakes

Exuding genuine joie de vivre, the Marimekko spring/summer 2021 collection takes a playful approach to the art of printmaking with an abundance of summery treats.

marimekko แปลว่า ชุดของเด็กผู้หญิง เพราะฉะนั้นวันนี้ เด็กหญิงมารีเมกโกะในวัย 70 ปี จะมาเคาะประตูหัวใจแล้วปลูกดอกอุนิกโกะให้เบ่งบานในหัวใจของคุณมากขึ้นไปกว่าเดิม


Living not pretending

ชีวิตที่ไม่เสแสร้ง

marimekko เป็นแบรนด์สัญชาติฟินแลนด์ที่กำเนิดขึ้นในปี ค.ศ. 1951 ณ โรงพิมพ์ผ้าเล็กที่ชื่อว่า Printex ในเมืองเฮลซิงกิ ประเทศฟินแลนด์ โดยนักโฆษณาที่ชื่อว่า อาร์มี ราเทีย (Armi Ratia)

The Art of printmaking

แบรนด์เกิดขึ้นช่วงหลังสงครามและความแร้นแค้น อันน่าหดหู่ใจที่ต้องตกเป็นเมืองขึ้นของสวีเดนและรัสเซียและจุดเริ่มต้นของงานที่ต้องการสร้างสีสันและความสุขให้ผู้คนก็ได้เริ่มต้นขึ้น ณ ที่นั่น … พวกเขาหวังที่จะสร้างบางสิ่งบางอย่างให้ชาวฟินแลนด์ได้ยิ้มบ้าง

แต่ อาร์มี ราเทีย (Armi Ratia) ไม่ได้สร้าง marimekko ขึ้นด้วยตัวคนเดียว เธอตัดสินใจจ้างดีไซเนอร์ที่มีฝีมือในเมือง อย่าง ไมยา อีโซลา (Maija Isola) มาร่วมออกแบบลวดลายให้กับแบรนด์

หัวใจในการออกแบบของแบรนด์ที่เธอย้ำและใช้ในการเป็นแก่นเพื่อสื่อสารร่วมกันคือ ...

“Marimekko is not about trending fashion…

View original post 113 more words

feel like …

No one has seen God, ever. But if we love one another, God dwells deeply within us, and his love becomes complete in us—perfect love!

1 John 4:12 

เราต่างก็โหยหาบางสิ่งที่เหมือนกันกับเรา
ทุ่มเทใช้ชีวิตราวกับกำลังเล่นเกมไพ่จับคู่
อาจเป็นเพราะ มนุษย์อย่างเราๆ โหยหาการรวมกลุ่มผลักไสความโดดเดี่ยว แต่ขาดการเรียนรู้ที่จะรักษาไพ่ที่เป็นคู่กันเอาไว้

อ่ะ !!แต่ชีวิตพวกเรามันซับซ้อนมากกว่าจะเปรียบเทียบกับเกมจับคู่นั่นนี่นาลองสังเกตดูเล่นๆ ว่า มีอะไรบ้างที่เราชอบ มีใครบ้างที่เราชอบ มีอะไรบ้างที่เราทำซ้ำๆ กินซ้ำๆ เก็บสิ่งนั้นเอาไว้ในชีวิต และยกขึ้นหิ้งแห่งดวงใจให้เป็น สิ่งหรือคน ที่สำคัญ


เราชอบหนังบางเรื่อง เพราะเรารู้สึกว่า ความสัมพันธ์ของคู่พระนางช่างเหมือนชีวิตของเราอย่างกับยืมสตอรี่ไปเขียนพล็อต / เราชอบหนังสือบางเล่ม เพราะราวกับคนเขียนเข้ามานั่งอยู่ในใจของเราแล้วเขียนมันออกมา / เราชอบคนบางคน เพราะรู้สึกเหมือนคนนี้รู้จักกันมาเนิ่นนานเหลือเกิน / เราชอบไปสถานที่บางที่ซ้ำๆ เพราะมันทำให้นึกถึงอดีตและความทรงจำที่ยากจะลืม


รวมไปถึงเราอาจจะเกลียดบางคนเพราะเขาเหมือนกับคนอีกคนที่ทำให้เราเจ็บปวดในวันที่ผ่านมา


โลกนี้เต็มไปด้วยความสัมพันธ์ ทั้งเชิงซ้อนและตรงไปตรงมาอย่างเลี่ยงไม่ได้ เรามักจะสัมพันธ์กันไม่ทางใดก็ทางหนึ่งเสมอแม้แต่ตอนนี้ที่เราเวียนวนอยู่ในที่นี่ด้วยกันก็เพียงเพราะ พวกเราชอบที่จะเขียน ระบาย บันทึก อ่าน เรียนรู้ หรืออื่นๆ ที่คล้ายๆกันนี้


แต่เมื่อมองให้กว้างไปกว่านั้นพวกเราที่ยังมีชีวิตอยู่ต่อเพราะจริงๆ แล้ว เราต่างแสวงหาคำตอบชื่นชอบการผจญภัย และความท้าทายเราเห็นคุณค่าชีวิต เรารู้สึกถึงความรัก ไม่ว่าสิ่งใด เราต่างก็รู้สึกเหมือนกันแม้อาจจะเสี้ยวหนึ่ง 
เรามีชีวิตอยู่ โดยที่ไม่รู้เลยว่า วันข้างหน้าจะเป็นอย่างไรแต่พวกเราและคนอื่นอีกมากมายก็ตัดสินที่จะอยู่

นี่ไม่ใช่บันทึกที่ตั้งใจจะเขียนถึงชีวิตคู่หรืออะไรทำนองนั้น แต่ใครสักคนที่เราจะยอมให้เขามาอยู่ข้างๆ คนแบบนั้นคงไม่ใช่ใครสักคนที่เหมือนเราไปซะทุกอย่างหากแต่คนแบบนั้น อาจจะเป็นคนที่เคย ( หรือยอม ที่จะ ) รู้สึกเหมือนกันกับที่เราเป็นอยู่เลือกที่จะเข้าใจ เปิดใจ และยอมรับ


คนข้างๆ ที่รู้สึกเหมือนกันกับเรา ยอมรู้สึกแบบเดียวกับเรา เพื่อที่จะเข้าใจเรา 

บางวันคนนั้นอาจจะเป็นพ่อ เป็นแม่ เป็นพี่ หรือน้อง อาจจะเป็นเพื่อน เป็นคนรัก บางครั้งอาจจะเป็นตัวเอง


หรือแม้แต่แมวสักตัวที่เอ่ยคำอะไรไมได้ แต่มัน กลับส่งแววตาจ้องลึกเข้ามาที่ดวงตาของเราปลอบโยนด้วยความรักจากอุ้งมือน้อยๆ ของมัน
หรือในบางครั้งที่เรารู้สึกว่า ไม่มีใครเลยสักคนที่อยู่ข้างเราเราก็รู้ว่า เรามีพระเจ้า ผู้ที่สร้างเราจะเข้าใจความรู้สึกของเราอย่างดีที่สุด

ต่อให้เราวิ่งหนีเข้าไปซุกในเข้าวงกต
ติดปีกแล้วบินให้หนีไปแสนไกล
หรือทิ้งตัวให้จมดิ่งลงก้นมหาสมุทร

พระเจ้าก็จะตามหาเราจนเจอ
โอบกอดและซับน้ำตาของเรา
ทุกหยด


แต่ขอบคุณพระเจ้า
ที่แม้บางครั้งจะรู้สึกแบบนั้นไปบ้าง แต่ก็ยังมีอย่างน้อยหนึ่งคน ที่เป็นเหมือนคนที่พระเจ้าสร้างเอาไว้ และส่งเข้ามา พบเจอเรา ที่อยู่ในสภาพจมกองน้ำตา ส่งเขาเพื่อโอบกอดและปลอบประโลม


ไม่เคยมีใครเห็นพระเจ้าแต่เมื่อเรารักซึ่งกันและกัน เพราะแบบนั้น เราจึงรู้ว่า พระเจ้าอยู่ตรงหน้า อยู่ตรงนี้ และไม่เคยทอดทิ้งไป 


Pleased to meet me ยินดีที่รู้จักฉัน

‘พบกับตัวเราที่แท้จริง’

ฮาโหลลลทุกคน Before Bedtime กลับมาแล้วค่าาาา
มาถึง day 4 แล้ว !! ( พึ่งได้ 4 วันทำมาตื่นเต้น 5555 )

วันนี้เป็นหนังสือ Pleased to meet me : ยินดีที่รู้จักฉัน
‘ พบกับตัวเราที่แท้จริง

ยังไม่ได้เริ่มอัด podcast แต่ว่าเอาฉบับร่างมาให้อ่านกันก่อนน๊า
( เดี๋ยว podcast ตามมาส่งเข้านอนเหมือนเดิม )


เคยมีใครทำให้คุณรู้สึกว่า ‘ ไม่เข้าใจเลย…ทำไมถึงได้เป็นแบบนี้ ’
ทำไมถึงไม่กินผัก ทำไมถึงเลิกเหล้าไม่ได้เสียที ทำไมถึงติดเกม ทำไมไม่ออกกำลังกาย ทำไมถึงเข้าใจอะไรยากนัก ทำไมเขาถึงไม่รักเราเท่าที่รักเราเขา ทำไมเราถึงไม่รวยซะที ทำไมเราถึงไม่ฉลาดเท่าคนนั้น คนนี้ ทำไมเราถึงได้อ่อนไหวง่ายดายขนาดนี้ … ทำไมต้องเรียกร้องมากมาย ทำไมต้องออกไปชูสามนิ้ว ทำไมถึงได้นิ่งเฉย ทำไมถึงได้เห็นแก่ตัวเองนัก ทำไมถึงไม่รักตัวเองเอาเสียเลย … โลกนี้เต็มไปด้วยคนที่แตกต่างกัน และ … ต่อให้เราคิดว่าตัวเองปกติดีแล้ว ก็จะต้องมีคนที่ไม่เข้าใจเราเช่นกัน

วันนี้เราจะพาทุกคนมาใช้เวลากับหนังสืออีกเช่นเคย ในหนังสือที่ชื่อว่า ยินดีที่รู้จักฉัน หรือ Pleased to meet me เราจะพาทุกคนค่อยๆ ทำความรู้จักตัวเองไปทีละนิด คือพักจากหนังสือ Why We Sleep เรื่องทำไมเราต้องนอน มาเป็น รู้จักตัวเองมากขึ้น ซึ่งเอาจริง ๆ ตอนอ่านก็… หนังสือ มันอ่านพร้อมกันได้ และจะช่วยให้เราเข้าใจตัวเองมากขึ้น รวมไปถึง เข้าใจคนรอบข้างมากขึ้นด้วย

โอเค ก่อนจะมาทำความรู้จักตัวเอง เรามาทำความเข้าใจก่อน เกี่ยวกับการเลือกเกิดไม่ได้ … แน่นอนมากๆ ว่าเราเลือกสมองที่ถูก Installed ไว้ระหว่างหูซ้ายและขวาของเราไม่ได้ เราเลือกร่างกาย เลือกโครโมโซม เลือกยีนส์ เลือกพ่อแม่ ไม่ได้ … เท่านั้นยังไม่พอ เรากำลังจะบอกว่า สิ่งต่างๆ ที่เลือกไม่ได้เหล่านี้ มันส่งอิทธิพลต่อสิ่งต่างๆ ในชีวิตของเรา … ตั้งแต่การเลือกเมนูอาหาร คู่ครองไปจนถึงพรรคการเมือง ….ใช่ค่ะ และนั่นทำให้เราแตกต่างกัน

บางคนกินข้าวกระเพราได้ซ้ำๆ ทุกวัน แต่บางคน เลือกเมนูไม่เคยซ้ำ มีความแปลกใหม่ และคนเหล่านี้ก็มักจะสรรหาเมนูใหม่ๆ มาเสมอ ( เป็นเพื่อที่คิดเมนูให้เราได้ลอกเอาไว้สั่งบ้าง ) บางคนชอบชีวิตที่เร้าใจ ในขณะที่บางคนขอเพียงได้อยู่อย่างสงบ บางคนวิ่งตามแฟชั่นทุกคอลเลคชั่นและมี Walk in Closet ที่ใหญ่กว่าห้องนอน ในขณะที่บางคนซื้อเสื้อผ้าตัวใหม่ที่เหมือนตัวเก่าไม่มีผิด บางคนมีพลังเมื่อพบเจอผู้คน แต่บางคนกลับหมดพลังและการอยู่บ้านคือการพักผ่อน บางคนอารมณ์เสียง่ายราวกับมีระเบิดอารมณ์สตอคไว้ในตัวตลอดเวลา แต่ในขณะที่บางคนก็เรียบนิ่ง ไม่แสดงออก บางคนต่อสู้เพื่อสงครามและบางคนต่อสู้เพื่อสันติ

ความแตกต่างเหล่านี้ที่กล่าวมาไม่มีถูกหรือผิด ในมุมของตัวแต่ละคนเอง แต่นอนว่าต้องมีคนที่ไม่เข้าใจ…เกี่ยวกับสิ่งที่เขาเป็น อาจจะเป็นเพียงเพราะ เขาผิดแปลกไปจากคนอื่น หรือไม่มีใครเป็นแบบนั้น

หรือบางทีเราอาจจะเป็นคนที่แปลกที่สุดคนนั้นนั่นแหละ


สิ่งที่เราจะทำตอนนี้ก็คือ :
เริ่มต้นทำความเข้าใจตัวเองก่อน โดยไม่ตัดสิน ไม่ต่อว่าตัวเอง
ทำความเข้าใจ ยอมรับก่อนว่า คนเราแตกต่างกันนะ และ เรามีสิ่งเหล่านี้อยู่ในตัวเอง

ถามว่า ทำไมต้องเข้าใจตัวเอง … การที่เราจะขับรถสักคัน หรือใช้งานคอมพิวเตอร์สักเครื่อง เราจำเป็นต้องรู้ว่าสิ่งนั้นทำงานยังไง มีฟังก์ชั่นอะไรบ้าง เพื่อ…ที่เราจะสามารถควบคุมมันได้ ไม่ให้รถพุ่งไปชนคนอื่น สร้างความเสียหาย …

แต่ก็นะ บางครั้ง ก็มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นมากมายจากความไม่เข้าใจและควบคุมไม่ได้ ของคนที่นั่งอยู่หลังพวงมาลัย ตรงเบาะที่นั่งของคนขับ

เราผิดไหมที่เป็นแบบนี้ :

มีความจริงข้อนึง ตามที่เรากล่าวไปแล้วข้างบนนู้นนนนว่า ยีนที่อยู่ในดีเอ็นเอ ของเราเรา มีส่วนที่ทำให้ชอบ ไม่ชอบ เป็น ไม่เป็น บางสิ่ง… !!

เมื่อเข้าใจตรงนี้แล้ว ก็ไม่ต้องโทษตัวเองที่เราเกลียดผักบางชนิด อย่างเช่นในหนังสือ บิล ซัลลิแวน ผู้เขียนก็เกลียดบรอกโคลีเข้าไส้ ในขณะที่ภรรยาของเขากินได้เป็นจานๆ และเมื่อเขามีลูกสองคน ลูกคนหนึ่งกิน ลูกอีกคนหนึ่งไม่กิน นั่นจึงทำให้เขาเริ่มต้นสังเกตว่าสิ่งเหล่านี้มันถูกถ่ายทอดผ่านทางพันธุกรรม !!

ทีนี้ มันมีปัญหาบางอย่างที่เกิดขึ้นและผู้ก่อการร้ายตัวสำคัญที่ลักลอบเข้ามาในร่างกายของเราก็คือ จุลินทรีย์ !!

จุลินทรีย์ที่ว่าเราพบได้ที่ไหน ? คำตอบคือทุกที่เลย

แม้แต่ในลำไส้ของเราเอง และไอ้เจ้าจุลินทรีย์นี้เอง ที่เป็นสาเหตุของโรคต่างๆ ตั้งโรคภูมิแพ้ โรคซึมเศร้า ไปจนถึงโรคลำไส้แปรปรวน และมักจะพบในกลุ่มประเทศที่ร่ำรวยในแทบตะวันตก

ซึ่งในบทต่อๆ ไป เราจะได้มาเจาะลึกกันมากขึ้นเกี่ยวกับประเด็นเหล่านี้

จุลินทรีย์ที่ว่ามาได้ยังไง ? …

จุลินทรีย์ที่ว่ามาทางอาหาร สัตว์เลี้ยง และผู้คน โดยมีการทดลองทฤษฎีนี้กับหนูเพื่อพิสูจย์ว่าเจ้าจุลินทรีย์คือตัวการจริงหรือไม่ ? ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ได้เปลี่ยนจากหนูร่าเริงให้กลายเป็นหนูซึมเศร้าเมื่อเปลี่ยนจุลินทรีย์ในลำไส้ของพวกมันให้เป็นจุลินทรีย์ที่มาจากลำไส้ของผู้ป่วย

โอเคว่าบางครั้งเราอาจรู้สึกแย่กับตัวเองไปบ้าง หรือรู้สึกว่า เอ๊ ทำไมเราไม่เป็นแบบนั้นแบบนี้นะ ทำไมเพื่อนที่โตมาด้วยกันตั้งแต่อนุบาล ประถม มัธยม มหาลัย ถึงได้มีชีวิตแตกต่างกันไปอย่างสิ้นเชิง ทั้งๆ ที่เราก็ได้เติบโตมาในสภาพแวดล้อม สังคม ความรู้ที่ได้รับก็ใกล้เคียงกัน?

แต่บางคนเติบโตไปมีครอบครัวสุขสรรคบกับแฟนคนแรกตั้งแต่สมัยรักครั้งแรก จนตอนนี้มีบ้านหนึ่ง รถสอง ลูกสาม อะไรแบบนั้น หรือทำไม บางคนเปลี่ยนแฟนบ่อย เปลี่ยนงานบ่อย ทำไมบางคนถึงได้ทำในสิ่งที่รัก ที่ต้องการ ในขณะที่บางคนยังหาคำตอบให้ตัวเองไม่เจอ

พวกเราพลาดสิ่งดีๆ ในชีวิตกันไปมากมาย ชีวิตส่วนตัว ชีวิตการทำงาน สังคม หรือแม้แต่ความสัมพันธ์ใกล้ตัวของเราถูกทำลายไป เพราะความไม่เข้าใจเกี่ยวกับพฤติกรรมของตัวเองและคนอื่น

เราก็ชวนทั้งคำถามกับตัวเองว่า นี่เราจะเปลี่ยนได้ไหม ?
คำตอบคือได้ค่ะ … ซึ่งเราจะมาทำความรู้จักตัวเองและค่อยๆ เปลี่ยนไปทีละนิดกับหนังสือเล่มนี้กัน ที่จะช่วยให้เรามีพฤติกรรมที่ดี มีพลังที่จะเปลี่ยนพฤติกรรมของเรา ทำให้โลกสุขขึ้น และสุขภาพดีขึ้น


สำหรับ ซีรีย์ Before Bedtime for Deep Sleep มิ้นท์จะสลับๆ หนังสือหลายๆ เอามาเล่าให้ฟังนะคะ บางคนอาจจะหลับระหว่างทางก็ไม่เป็นไร ( จะดีใจมากกกก อย่างที่เคยบอกไปแล้ว ) แต่ว่า ถ้าใครยังไม่หลับ ก็ถือว่าอยู่เป็นเพื่อนกันอ่านหนังสือก่อนนอนเนอะๆๆ

I love, because He first loved me.

ถ้าให้เลือก ก็อยากมีชีวิตที่เห็นแก่ตัวสุดขั้วไม่ต้องทำเพื่อใคร ไม่ต้องคิดอะไร.

ถ้าให้เลือก ก็อยากมีชีวิตที่เห็นแก่ตัวสุดขั้วไม่ต้องทำเพื่อใคร ไม่ต้องคิดอะไรแต่การทำแบบนั้นมันยิ่งทำเราเศร้า เศร้ากว่าเดิมยิ่งเรากอบโกยเพื่อตัวเองมันยิ่งร่วงโรย รั่วไหล

ในวันที่เราเศร้ามากๆ จนไม่อยากอยู่แล้ว เราถามพระเจ้าว่า ทำไมพระเจ้าไม่เอาชีวิตของเราไปซะที ? ทำไมถึงให้เรามีชีวิตอยู่ … ทำไมทุกคืนที่เราอธิษฐานขอให้พระเจ้าเอาชีวิตเราไป แต่เช้าวันต่อมา เรากลับได้ลมหายใจโดยที่ไม่ได้ร้องขอ

เราเจ็บปวดที่ต้องมีชีวิตเราเจ็บปวดที่คนรักของเราต่างก็จากไปจากชีวิตเราทีละคน เจ็บปวดที่คนที่เรารักและรักเรา เหลือน้อยลง น้อยลง — เจ็บปวดที่ต้องรู้สึกโดดเดี่ยวมากขึ้น

แต่พระเจ้าให้คำตอบกับเราว่าการที่ผู้คนเหล่านั้นต้องจากไป การที่พระเจ้าอนุญาตให้เรื่องพวกนี้เกิดขึ้น ไม่ได้แปลว่าพระเจ้าไม่รักเรานะ ไม่ได้แปลว่าพระเจ้าลืม หรือไม่ใส่ความรู้สึกของเรา — แต่พระเจ้ารักเรา รักเรามาก ตั้งแต่ก่อนเราจะเกิดขึ้นมา พระเจ้าวางแผนการสำหรับชีวิตเรา ออกแบบชีวิตของเราไว้อย่างสมบูรณ์แล้ว

แต่เราเป็นเด็กงอแงอ่ะ เราก็ยังถามต่อไปว่า แล้วทำไมไม่ให้เราเจอสิ่งที่ดีกว่านี้ล่ะ เราก็เหนื่อยเป็นเหมือนกัน

พระเจ้าทำได้ แต่ทำไมถึง ( ยัง ) ไม่ทำ…

พระเจ้า แสดงให้เราเห็นอย่างชัดเจนแล้ว พระเจ้ากำหนดเอาไว้แล้ว พระเจ้ารู้ทุกอย่างอยู่ก่อนหน้านี้แล้ว และพระเจ้าแสดงออกให้เราเห็นแล้วผ่านทางพระเยซูคริสต์ที่ตายบนไม้กางเขนเพื่อเรา

เราเป็นคริสเตียนตั้งแต่เด็ก แต่เราไม่เข้าใจเรื่องนี้เรามองกางเขนอย่างผิวเผินจนเราไม่แน่ใจว่าเราเชื่อว่าพระเยซูมีร่างกาย เกิดเป็นมนุษย์ เจ็บปวด ร้องไห้ ตาย แล้ว ฟื้น เป็นเรื่องจริงไหม

ความเจ็บปวดทั้งหมดที่พบเจอ เป็นเหมือนรอยกรีดที่ทำให้เกิดบาดแผลกว้าง เป็นช่องโหวงลึก มันเปิดออก … ยิ่งเจ็บ ยิ่งปวดมากเท่าไหร่ — เรายิ่งรู้สึกถึงความรักของพระเจ้าผ่านทางพระคริสต์มากขึ้นเท่านั้น ; นั่นอาจจะเป็นเหตุผลข้อแรกที่เราต้องเจ็บปวด


เพื่อที่เราจะได้รับการเติมเต็มจากความรักที่ไม่มีเงื่อนไข ไม่มีข้อจำกัด แม้ว่าหัวใจของเราจะบิดเบี้ยวมากเท่าไหร่ หรือมีช่องโหว่มากเท่าไหร่ แต่พระเจ้ารักและหวงแหน เรามากกว่าใครในโลกนี้ — พระเจ้า ทำให้เรารู้ซึ้ง ถึงคำว่า คลั่งรัก ไม่ใช่หวือหวาอะไร แต่ไม่เคยลดลงเลยสักวันเดียว

ส่วนเหตุผลข้อต่อมา ; พระเจ้าบอกว่า จะมีใครเข้าใจคนที่เจ็บปวดเท่ากับคนที่เจ็บปวด จะมีใครเข้าใจคนที่ต้องเศร้า โดดเดี่ยว เท่ากับคนที่เคยโดดเดี่ยวและอยากจบชีวิตตัวเอง จะมีใครเข้าใจคนหลงทางเท่ากับคนที่เคยหลงทางมาก่อน จะมีใครเข้าใจคนตาบอดเท่ากับคนตาบอดด้วยกัน

ทั้งหมดทั้งมวล ทั้งดีและร้าย ผูกพันธ์มนุษย์เข้าไว้ด้วยกัน ไม่มีความสัมพันธ์แบบนี้ในสิ่งมีชีวิตอื่น มีเพียงมนุษย์เท่านั้นที่จะมีประสบการณ์นี้

แต่ถึงอย่างนั้น เมื่อเราพบว่ามีเหตุผลของการมีชีวิตอยู่ มีเหตุผลที่เรายังต้องอยู่ แต่เมื่อเราเก็บมันไว้ เก็บไว้คนเดียวไปเรื่อยๆ สักวันเราคงจะได้ตายจริงๆ ไม่ได้ทางกายภาพ หากแต่เป็นวิญญาณจิต ที่ค่อยๆ ตายไป มันทรมานยิ่งกว่า เพราะเมื่อถึงจุดนั้นเราคงมีชีวิตในสภาพที่ทนดูตัวเองไม่ได้และไม่อยากจินตนาการถึงมัน

“เพราะแบบนั้นเราจึงเรียนรู้ที่จะรักเราฝึกฝนที่จะรัก

— เพราะพระองค์ทรงรักเราก่อน.”

Intro : Why Are You Here Cafe’

เมื่อคุณออกเดินทางเพื่อหลบหนีจากความวุ่นวายและเหน็ดเหนื่อย — แต่กลับพบกับคำถามที่ทำให้ต้องนั่งลงและคิดทบทวนเกี่ยวกับชีวิตมากกว่าเดิม…

ยินดีต้อนรับทุกคนเข้าสู่แพนแพนมีมีพอดคาสต์อีกครั้งนึงนะคะ
วันนี้เราหยิบหนังสือเล่มเล็กๆ เล่มนึงขึ้นมา
ชวนทุกคนใช้เวลา หยุดพักจากงานมานั่งพูดคุยเกี่ยวกับความหมายของชีวิต เสมือนว่ากำลังนั่งอยู่ในคาเฟ่สักแห่ง กับหนังสือสักเล่ม พร้อมกับเสียงคลื่นและเพลงคลอเบาๆ

ยินดีต้อนรับทุกคนเข้าสู่แพนแพนมีมีพอดคาสต์อีกครั้งนึงนะคะ


วันนี้เราหยิบหนังสือเล่มเล็กๆ เล่มนึงขึ้นมา
ชวนทุกคนใช้เวลา หยุดพักจากงานมานั่งพูดคุยเกี่ยวกับความหมายของชีวิต เสมือนว่ากำลังนั่งอยู่ในคาเฟ่สักแห่ง กับหนังสือสักเล่ม พร้อมกับเสียงคลื่นและเพลงคลอเบาๆ

และเหมือนเดิม เตรียมกระดาษปากกาหรือโทรศัพท์มือถือให้พร้อมเพื่อที่จะเขียนและตอบคำถามทั้ง 3 ข้อนั้นลงไป แล้วเราจะใช้เวลาตลอด 7 ตอนนี้เพื่อหาคำตอบไปด้วยกัน


– เหตุใดคุณจึงมาที่นี่ ?
– คุณกลัวตายไหม?
– คุณพึงพอใจกับชีวิตหรือยัง?

สำหรับซีรีย์นี้ เราตั้งใจทำทั้งหมด 7-8 ตอนโดยเริ่มจาก Intro ก่อนว่า ทำไมต้องเป็น The Why Cafe’ ?แม้ว่าหนังสือเขียนจะเกี่ยวกับใครก็ตามที่กำลังหลงทางแต่พวกเราที่กำลังอ่านหรือฟังหนังสือเล่มนี้ อาจจะหลงทางอยู่ หรือไม่ได้หลงแต่เราเชื่อว่า ทุกคนอาจจะเคยตั้งคำถามว่า ‘เราเกิดมาเพื่ออะไร’

The Why Cafe’ จึงไม่ใช่หนังสือที่เป็นแค่หนังสืออ่านเล่น แบบผิวเผินแต่เป็นหนังสือที่จะช่วยให้เห็นมุมมองที่ต่างออกไปและการหยุดพัก ( แบบ Stay ay Home ) ครั้งนี้ ( ที่เราดีไซน์ให้เหมือนอยู่ชายทะเล ) จะทำให้เราพบเจอกับคำตอบบางอย่างและอาจจะเปลี่ยนแปลงชีวิตพวกเราไปตลอดกาล


เนื้อหาอ้างอิงจาก
The Why Cafe’ คาเฟ่สำหรับคนหลงทาง
เขียน : John Strelecky ( จอห์น สเตรเลกกี )
แปล : ธิดารัตน์ เจริญชัยชนะ
เรียบเรียงและพอดคาสต์ : panpanmeme




เพลงประกอบ : Ambience : Calm-ocean-sounds-calming-seaschillout-cafe-4176When We Found The Horizon – Late Night FeelerNo.9_Esther’s Waltz – Esther AbramiMoving On – Wayne JonesCafe’ :Midsummer Sky – Kevin MacLeodheartbraker-blues-piano-blues-music-1228

70th Anniversary ✿MARIMEKKO✿

THAILAND – 2021

ภายโดย : TANACHIRA

marimekko

70 years of the art of printmaking

70th Anniversary ✿MARIMEKKO✿

จุดเริ่มต้นของแบรนด์ที่มีสีสันสดใสอย่าง marimekko ที่พวกเรารู้จักกันดีในภาพชินตาที่มาพร้อมกับ ลวดลายของดอก Unikko หรือดอกป็อปปี้หลากสี สดใส ดึงดูด แต่เมื่อย้อนกลับไปอ่านที่มาของแบรนด์นี้นั้น เราพบว่าสิ่งสำคัญที่ทำให้ marimekko เติบโตและมีอายุ 70 ปีแล้วในวันนี้ก็คือ …

ไม่ว่าวันเวลาจะผ่านไปนานสักเท่าใด marimekko ที่เกิดขึ้นเพื่อปลอบประโลมจิตใจผู้คนในช่วงยุคหลังสงครามนั้น ก็ยังมีพลังและบริสุทธิ์เหมือนดอกไม้ ที่ยังทำงานในจิตใจผู้คนทั่วโลกมาจนถึงวันนี้

marimekko เป็นที่รู้จักกันดีว่าเป็นแบรนด์ ที่มากกว่าแฟชั่นหรือเสื้อผ้า แต่ลวดลายสีสันของ marimekko นั้นมักจะแทรกเข้าไปอยู่ในทุกที่ของบ้านและชีวิตประจำวันที่จับมือร่วมกับแบรนด์ดังอื่นๆ อีกมากมาย

และในปีที่เต็มไปด้วยความหดหู่สิ้นหวัง ที่กลืนกินคนทั่วทั้งโลก marimekko ก็ยังคงผลิตผลงานที่สร้างพลังบวก เป็นความประทับใจออกมาให้เราได้ชื่นชมกัน ในวัยครบรอบ 70 ปี สร้างความสดชื่นกระปรี้กระเปร่าแต้มแต่งให้ชีวิตพวกเราได้เหมือนอย่างที่เคยเป็นมา

แม้ว่าบุคลิกอย่าง marimekko เมื่อมองเผินๆ อาจจะไม่ใช่บุคลิกที่เหมาะกับทุกคน แต่วันนี้เราจะพาไปทำความรู้จักกับพลังงานอันสดใสวัย 70 ปี ที่ทุกคนจะต้องตกหลุมรักอย่างแน่นอน เพราะยังมีอีกหลายมุมที่ยังไม่ถูกเปิดเผยและเรายังไม่ได้ทำความรู้จักกับแบรนด์ที่ชื่อ marimekko


Blue skies and strawberry cakes

Exuding genuine joie de vivre, the Marimekko spring/summer 2021 collection takes a playful approach to the art of printmaking with an abundance of summery treats.

marimekko แปลว่า ชุดของเด็กผู้หญิง เพราะฉะนั้นวันนี้ เด็กหญิงมารีเมกโกะในวัย 70 ปี จะมาเคาะประตูหัวใจแล้วปลูกดอกอุนิกโกะให้เบ่งบานในหัวใจของคุณมากขึ้นไปกว่าเดิม


Living not pretending

ชีวิตที่ไม่เสแสร้ง

marimekko เป็นแบรนด์สัญชาติฟินแลนด์ที่กำเนิดขึ้นในปี ค.ศ. 1951 ณ โรงพิมพ์ผ้าเล็กที่ชื่อว่า  Printex ในเมืองเฮลซิงกิ ประเทศฟินแลนด์  โดยนักโฆษณาที่ชื่อว่า อาร์มี ราเทีย (Armi Ratia)

The Art of printmaking

แบรนด์เกิดขึ้นช่วงหลังสงครามและความแร้นแค้น อันน่าหดหู่ใจที่ต้องตกเป็นเมืองขึ้นของสวีเดนและรัสเซียและจุดเริ่มต้นของงานที่ต้องการสร้างสีสันและความสุขให้ผู้คนก็ได้เริ่มต้นขึ้น ณ ที่นั่น … พวกเขาหวังที่จะสร้างบางสิ่งบางอย่างให้ชาวฟินแลนด์ได้ยิ้มบ้าง

แต่ อาร์มี ราเทีย (Armi Ratia) ไม่ได้สร้าง marimekko ขึ้นด้วยตัวคนเดียว เธอตัดสินใจจ้างดีไซเนอร์ที่มีฝีมือในเมือง อย่าง ไมยา อีโซลา (Maija Isola) มาร่วมออกแบบลวดลายให้กับแบรนด์
หัวใจในการออกแบบของแบรนด์ที่เธอย้ำและใช้ในการเป็นแก่นเพื่อสื่อสารร่วมกันคือ ...

“Marimekko is not about trending fashion. We make timeless and lasting products, which, by chance, are often very fashionable.”

— Armi Ratia, Founder of Marimekko

marimekko ไม่ใช่แฟชั่น แต่เป็นงานดีไซน์ งานดีไซน์ที่ตอบโจทย์ชีวิตผู้คน มีคุณภาพ และใช้งานได้จริง ลวดลายของ marimekko จึงเป็นลวดลายกราฟฟิคที่เรียบง่ายอย่างลายตาราง เรียบง่าย ไร้กาลเวลา และเข้าถึงง่าย
แต่เมื่อ ไมยา ดีไซน์เนอร์หัวก้าวกลับฝ่าฝืนกฏเหล็กของ อาร์มี ที่ห้ามไม่ให้ใช้ลวดลายดอกไม้ในการออกแบบเพราะเธอเชื่อว่า ดอกไม้งดงามเมื่ออยู่ในธรรมชาติไม่ควรถูกนำมาลดทอน... โดย ไมยา ได้ตัดสินใจออกแบบลายกราฟฟิคลวดลายดอก Unikko หรือดอกป๊อปปี้ ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากสวนหลังบ้าน ... และเมื่ออาร์มีเห็น เธอก็ต้องเปลี่ยนใจ
เพราะลวดลายและสีสันที่ไมยาสร้างขึ้นนั้น ได้สร้างรอยยิ้มให้กับผู้คนและเป็นเหมือนดอกไม้ที่เบ่งบานในหัวใจผู้คนเพิ่มมากขึ้นอีก นั่นจึงทำให้อาร์มีได้ตัดสินใจพิมพ์ลายดอก Unikko ทันที จนกลายมาเป็นไอคอนนิกของ marimekko ที่อยู่ในชีวิตของชาวฟินแลนด์และทุกคนจนถึงทุกวันนี้

Flowers power and the charm of imperfection–for good life : พลังจากดอกไม้และเสน่ห์ของความไม่สมบูรณ์แบบ

marimekko 2020 collection concept.


สิ่งที่จะทำให้เราหลงรักในตัวเด็กหญิง marimekko วัย 70 ปี ไม่ใช่เพียงการกำเนิดเกิดขึ้นของเธอ…แต่ยังเป็นวิธีการที่จะดำรงอยู่ในโลกใบนี้ ด้วยแนวคิด ‘ ความเป็นมิตร ‘ ชาวฟินแลนด์ได้รับการปลูกฝังให้เคารพธรรมชาติมาเสมอ นั่นจึงเป็นเหมือน DNA ที่มีอย่างเต็มเปี่ยมของ marimekko พวกเขาจึงใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และมีปรัชญาในการทำงานว่า

“Fairness to everyone and everything”

เท่าเทียมต่อทุกสิ่งและทุกคน (รวมถึงธรรมชาติด้วย )

การแยกขยะ การรีไซเคิล ลดการใช้เพิ่ม หรือนำมาใช้ซ้ำ เป็นเรื่องปกติที่พวกเค้าในโรงงานและมีการวิจัยเกี่ยวกับการผลิตว่ามันส่งผลเสียต่อชุมชนอย่างไรบ้าง

รวมไปถึงการเคลือบผ้าให้คงทนโดยการใช้ oil cloth แทน PVC การใช้ถุงผ้าออแกนิคที่ไม่มีการฟอกสี 100% รายละเอียดต่างๆที่เธอเลือกปฏิบัติต่อเพื่อนร่วมโลก ทำให้เธอเป็นที่รักใคร่ ไม่ใช่เพราะเธอสดใส น่ารัก แต่เพราะเธอใจดีและละเอียดอ่อนเสมอ

วิธีที่จะช่วยให้ออกจากความหดหู่…

[ บทความนี้…สำหรับใครก็ตามที่ กำ ลัง หด หู่ ]

แล้วจะมีวิธีอะไรที่จะช่วยให้เราออกจากความหดหู่ได้บ้าง ?

ความหดหู่ หรือซึมเศร้า มักจะไม่เข้าใครออกใคร มันไร้มารยาทเสมอ เพราะมันจะเข้ามาทักทาย จู่โจม หรือตอกพวกเราให้จมดิน !

แม้แต่คนที่ยิ้มกว้างที่สุด ก็เศร้าได้ …
หรือแม้แต่คนที่ รวยที่สุด ก็เศร้าได้ …
หรือต่อให้คุณเป็นคนที่เก่งที่สุด
ก็ไม่อาจปฏิเสธอารมณ์เศร้าได้ …

ความเศร้า เป็นเหมือนอาการไข้หวัดทางอารมณ์
ผู้คนอาจจะซึมเศร้า หดหู่ เป็นครั้งคราว เป็นประจำ
หรือ …. ตลอดเวลา

สำหรับบทความนี้เราจะเล่าเรื่องของผู้ชายคนหนึ่งให้ฟัง
เขาชื่อว่า ‘ เอลียาห์ ‘

เอลียห์เป็นผู้รับใช้ของพระเจ้าที่ทำหน้าที่เป็นปากเป็นเสียงของพระเจ้า …
สิ่งที่น่าสนใจของเรื่องราวที่เรากำลังจะเล่านี้ก็คือ … ถ้าเอลียาห์เป็นผู้รับใช้ของพระเจ้าผู้ที่ยิ่งใหญ่สูงสุด แล้วทำไมถึงยังต้องเผชิญกับความเศร้า ?

พระเจ้าไม่ช่วยเขาหรือ ?


เอลียาห์เป็นผู้รับใช้ที่พระเจ้าชอบพระทัย

แต่พระราชินีกลับเกลียดชังเขา !!

เพราะว่าเอลียาห์ เป็นผู้นำสาส์นความจริงแห่งพระเจ้ามาถึงประชากรชาวอิสราเอลและก่อให้เกิดการตื่นตัวฝ่ายวิญญาณในระดับประเทศ ! และมีการขัดขวางไม่ให้บูชารูปเคารพที่เป็นพระของประเทศ

ซึ่งเอลียาห์เป็นผู้มีอิทธิพลอย่างมากในยุคนั้น ประชาชนเชื่อฟังเขา อาจจะมากกว่าฟังพระราชา พระราชินีเสียด้วยซ้ำ

จนทำให้พระราชินี ที่นามว่า ‘เยเซเบล’ ออกคำสั่ง
ขู่ฆ่าเขาภาย 24 ชั่วโมง !!!
เพียงเพราะไม่ชอบในสิ่งที่เขาทำ

เอลียาห์ผู้ที่ไม่เคยกลัวใคร ก็เกิดตื่นตระหนกตกใจกลัวคำขู่นั้นแล้วหนีเข้าไปยังถิ่นทุรกันดาร … เขานั่งลงใต้ต้นซาก ( ไม้พุ่งเตี้ยในทะเลทราย ) แล้วก็อธิษฐานกับพระเจ้าด้วยความหดหู่ใจว่า …

‘ พอกันที พระเป็นเจ้า …เอาชีวิตข้าพระองค์ไปเถอะ ข้าพระองค์ไม่ได้ดีไปกว่าบรรพบุรุษของข้าพระองค์เลย…’ เอลียาห์หดหู่จนรู้สึกอยากตายๆไปเสีย

ถ้าหากว่าเราเป็นเอลียาห์ เราก็คงกลัวเหมือนกัน แล้วก็คงน้อยเนื้อต่ำใจ ว่าทำไมพระเจ้าถึงทำให้เราต้องเจอเรื่องแบบนี้ ทำไมถึงไม่ช่วยหรือปกป้อง

แต่ความหดหู่ และปัญหาสารพัดที่รุมเร้า ทำให้เขากลัว ความโกรธ ความเหงา ความกังวล ทุกสิ่งอย่างนั้น ก่อตัวรวมพวกเป็นอารมณ์ก้อนมหึมาของเรา

บางครั้งความรู้สึกของเรามันแย่เกินกว่าความจริงที่กำลังเกิดขึ้น …

นั่นหมายความว่า ความรู้สึกที่เกิดขึ้นในขณะนั้น กำลังบ่งบอกว่า คุณมีทัศนคติหรือมุมมองต่อชีวิตยังไง …

ถ้าเรามองชีวิตด้วยมุมแง่ลบ แน่นอนว่า ความหม่นหมองก็จะเข้ามาครอบงำ เหมือนที่เอลียาห์กำลังโดนภาวะอารมณ์ต่างๆ ครอบงำ จนทำให้เขาอยากจะ หายไปจากโลกนี้…

แล้วถ้าหากว่าอยากจะกำจัดอารมณ์ความคิดร้ายๆล่ะ ?

หนังสือเล่าว่า ถ้าอยากกำจัด … ก็ต้องเปลี่ยนวิธีคิด…


มาดูกันว่า มีวิธีอะไรที่จะช่วยให้เราออกจากความคิดแง่ลบได้บ้าง … ?


  1. เล่นเกมส์ความคิด เน้นความจริง ไม่ใช่อารมณ์
  2. อย่าเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น
  3. อย่ารับคำตำหนิผิดๆ
  4. อย่าพูดแง่ลบเกินจริง

  1. เล่นเกมส์ความคิด เน้นความจริง ไม่ใช่อารมณ์ :
    หลายต่อหลายครั้งที่เราต่อว่าตัวเอง เพียงเพราะความผิดพลาด ครั้งเดียว หรือ เพียงแค่เรื่องเดียวเท่านั้น … เพราะความล้มเหลวในครั้งเดียวครั้งหนึ่ง เราก็ทึกทักไปเองว่า ชีวิตทั้งชีวิตของเราล้มเหลว … ซึ่งมันไม่ได้เป็นแบบนั้น

เรากำลังจมลงในทะเลอารมณ์ที่เรารับสิ่งที่เกิดขึ้นกับชีวิตของตัวเองไม่ได้ …

เรา ‘รู้สึก’ ว่าทุกอย่างมันแย่ไปซะหมด ไม่มีอะไรดีขึ้นเลย

แม้นักจิตวิทยาจะบอกว่า กุญแจสำคัญสำหรับสุขภาพจิตที่ดี คือการเปิดเผยความรู้สึกตัวเอง รับรู้ตัวเอง ระบายอารมณ์ความรู้สึกออกมา เอามันออกมา … แต่นั่นถูกต้องเพียงส่วนเดียวเท่านั้น

เพราะอะไร?
ก็เพราะความรู้สึกนั้น ไว้ใจไม่ได้เสมอไป
และความรู้สึกไม่ใช่ความจริง

แล้วอะไรคือส่วนที่เราต้องเพิ่มเข้าไปให้สมบูรณ์?
…สิ่งที่ต้องเพิ่มเข้าไปให้สมบูรณ์นั้นก็คือ ความจริง ความจริงจะช่วยปลดปล่อยให้เราเป็นอิสระ https://www.bible.com/th/bible/203/jhn.8.32

ความรู้สึกไม่ใช่เรื่องผิด แต่เมื่อเราใช้มันมากเกินไป ก็จะทำให้เราหลุดออกจากความเป็นจริง…ชีวิตเราจะเป็นยังไง ก็ขึ้นอยู่กับว่า เรามีความสัมพันธ์กับอะไร ความจริงหรือความรู้สึก

มีอะไรบ้างที่เรารู้สึกแต่มันไม่ใช่ความจริง ?


  1. อย่าเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น :

เป็นเรื่องที่ไม่ฉลาดและอันตรายเอาเสียมากๆ เมื่อเราเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่น เพราะอะไร ?

เพราะทุกคน ย่อมมีเอกลักษณ์ ที่เฉพาะตัว เราถูกสร้างมาเพื่อเป็นเรา มีเราเพียงคนเดียว เป็นหนึ่งเดียวเท่านั้น … และมีแค่เราที่เป็นเราได้

เป็นเรื่องที่อันตราย เมื่อเรานำเอา ข้อเด่น และ ข้อด้อย ของตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่น เพราะเราเองก็อาจจะลืมไปว่า… ในข้อด้อยของคนอื่นก็อาจะเป็นข้อเด่นหรือจุดแข็งของเราเหมือนกัน

ไม่มีใครที่สมบูรณ์ ดีพร้อมทุกอย่าง

สิ่งที่เราทำได้คือ … ยึดจุดแข็ง แล้ว พัฒนา จุดด้อย ของตัวเอง
ด้วยความสัตย์ซื่อ จริงใจ ต่อตัวเอง

อย่าได้เหน็บแนมตัวเองด้วยการมัวแต่หาข้อด้อยของตัวเองหรือทับถมคนอื่นด้วยข้อเด่นของตัวเองเลย

[ อ้างอิงเพิ่มเติมเกี่ยวกับอัตลักษณ์ในตัวเอง https://www.blockdit.com/posts/60f64e814c59540c91280003 ]


  1. อย่ารับคำตำหนิผิดๆ :

บางครั้งอาจจะยังไม่มีใคร ว่าอะไรเกี่ยวกับตัวเราเอง

แต่มีแต่ตัวเราเองที่เริ่มตำหนิตัวเอง ….

เราตำหนิในความล้มเหลวของตัวเอง ที่ทำพลาด หรือไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้ หรือแม้แต่ไม่สามารถทำให้อะไรมันดีขึ้นได้เลย …

สิ่งที่เรารับผิดชอบได้มีแค่ตัวเองเท่านั้น

ต่อให้เราเป็นคนที่มีอิทธิพลต่อคนอื่น แต่เราไม่สามารถรับผิดชอบการตัดสินใจที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของใครได้…กล่าวคือ เราควบคุมใครไม่ได้ ยกเว้นตัวเราเอง (ซึ่งบางครั้งก็ทำได้ยากมากๆแล้ว)

อย่าหดหู่กับสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้


  1. อย่าพูดแง่ลบเกินจริง

ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร ในยามที่หดหู่ โศกเศร้า หวาดกลัว เราะขยายความรู้สึกนั้นให้มันเกินจริง ความรู้แง่ลบที่เป็นเหมือนแว่นขยายที่เปิดหลุมพรางให้กว้างขึ้น

สิ่งที่เราต้องทำคือ … หยุด นิ่ง
เพื่อประเมินสถานการณ์ อย่าพึ่งวิ่งหนี หรือขยับตัว

แม้ว่าจะเป็นสัญชาตญาณ เมื่อเรารู้สึกไม่ปลอดภัย เราก็จะวิ่งหนีเพื่อเอาตัวรอด

แต่เมื่อศัตรูของเอลียาห์ในเรื่องนี้ ไม่ได้จะฆ่าเขาจริงๆ … เพราะถ้าหากว่าจะฆ่า ก็คงฆ่าไปแล้ว เขาจะขู่ ทำไมกัน ?

แต่เยเซเบล ฉลาดพอที่จะไม่ฆ่าเขา เพราะรู้ว่า เอลียาห์เป็นที่ชื่นชอบของประชาชน
แต่นางกลับเลือกขู่ ให้เอลียาห์หนีหัวซุกหัวซุน ให้ดูเป็นพวกขี้ขลาดตาขาว

สิ่งที่ทำให้เอลียาห์หวาดกลัวจนต้องหนีไป เพราะเขาคิดว่า เขาเผชิญเรื่องนี้อยู่เพียงลำพัง …. โดยที่ลืมไปว่า ยังมีคนอื่นๆ ที่ต้องเผชิญเรื่องแบบเดียวกับเขาอีก

อ่านมาถึงตรงนี้ ถ้าหากเราเผลอเป็นหรือทำแบบนั้น ก็อย่าพึ่งต่อว่าตัวเองซ้ำอีก
อย่าจดจ่ออยู่ที่คำพูดลบๆ ที่บางครั้งก็มาจากตัวเราเองนี่แหละ

เพราะมันมีแต่จะทำให้ปัญหา แย่ลง และ แย่ลงไปกว่าเดิม

สำหรับเนื้อหาที่นำมาเรียบเรียงนี้ เป็นส่วนหนึ่งจากบทที่ 3 เท่านั้นเรายังมีต่อ ใน Part 2 ซึ่งเราจะนำ ‘วิธีรักษาความหดหู่ ที่จะช่วยขจัดความเศร้าออกไปได้’ มาแบ่งปันกัน

โปรดติดตามตอนต่อไปนะคะ 🙂


เนื้อหาอ้างอิงจาก หนังสือ : ตอบ 12 คำถามยากๆ ในชีวิต
บทที่ 3 : ฉันจะเอาชนะความหดหู่ได้อย่างไร ?

เขียนโดย : คุณริค วอร์เร็น

แปลโดย : คุณภัทรียา กาญจนมุกดา

เรียบเรียงโดย : คุณพักตร์พริ้ง อัครสวาท

บทความโดย : panpanmeme


สำหรับใครที่สนใจจะหาหนังสือเวอร์ชั่นภาษาไทยมาอ่าน สามารถเข้าไปดูได้ที่ radiantbookcentre เลยค่ะ

ขออนุญาตแนบลิงค์

https://shop.radiantbookcentre.xn--com-tnl/product/gods-answer-to-lifes-difficult-question/

4 วิธีรักษาความหดหู่ ที่จะช่วยขจัดความเศร้า

4 วิธีรักษาความหดหู่ ที่จะช่วยขจัดความเศร้าออกไปได้

เนื้อหาต่อจาก PART – 1 มีวิธีอะไรที่จะช่วยให้เราออกจากความคิดแง่ลบ


[ บทความนี้…สำหรับใครก็ตามที่ กำ ลัง หด หู่ : PART – 2 ]

  1. ดูแลความต้องการทางร่างกาย
  2. มอบความคับข้องใจของคุณให้กับผู้ที่ไว้วางใจได้ คือ พระเจ้า
  3. รับรู้พระเจ้าใหม่
  4. รับทิศทางใหม่สำหรับชีวิต
  1. ดูแลความต้องการทางร่างกาย

เป็นเรื่องปกติที่ในช่วงเวลาแห่งความหดหู่ เราอาจจะไม่อยากกินอะไร หรืออาจจะอยากกินมากไป

แต่สำหรับในเรื่องนี้ถ้าให้นึกภาพ เอลียาห์คงเหนื่อยล้าจากความโศกเศร้า จนหลับไป

แล้วพระเจ้าก็ได้ส่งทูตสวรรค์ลงมา และปลุกให้เขาขึ้นมากินน้ำและอาหาร แล้วก็ให้เขาได้หลับไปอีก ทูตของพระเจ้าทำแบบนั้นอยู่ 2 ครั้ง เพื่อฟื้นฟูร่างกายที่อ่อนล้าของเขา

อาหาร เครื่องดื่ม และการพักผ่อน นอนหลับ เป็นสิ่งแรกที่ทำได้ และการได้นอนหลับอย่างสนิทก็สามารถเปลี่ยนทัศนคติของมนุษย์ได้อย่างน่าอัศจรรย์ ( เพราะฉะนั้น จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่เราต้อง … นอน อย่างมีคุณภาพ )

อย่ารู้สึกผิดที่จะเลือกสิ่งดีๆ ให้กับตัวเอง

เพราะสิ่งที่ควรใส่ใจที่สุด ไม่ใช่คำพูดหรือการกระทำของคนอื่น แต่เป็น สุขภาพกายใจที่ดีของตัวเราเอง


  1. มอบความคับข้องใจของคุณให้กับผู้ที่ไว้วางใจได้ คือ พระเจ้า

ทำไมต้องพระเจ้าล่ะ?

เพราะพระเจ้าคือผู้ที่เข้าใจมนุษย์อย่างเรา

หลายต่อหลายครั้งที่เรามีปัญหา เราอาจจะมีเพื่อน มีใครสักคน ให้โทรไปปรึกษาและระบายสิ่งที่คับข้องใจ มีจิตแพทย์ให้ไปพบ แต่บางคนไม่มีใครเลย

และพระเจ้าคือผู้เดียวที่รับฟังอย่างไม่ตัดสิน เราสามารถระบายทุกสิ่งอย่างที่อยู่ภายในใจออกมาได้ ไม่ว่าจะเป็นความเศร้า ความโกรธ ความเหงา หรืออะไรก็ตามที่ไม่สามารถพูดกับใครได้

เอลียาห์รู้สึกโกรธที่ตัวเองต่อสู้ และทำงานหนัก แต่ไม่อาจจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้

มิหนำซ้ำ ยังโดนขู่ฆ่าอีก

การระบายความรู้สึกของเขา คือสิ่งที่เขาทำเมื่อเผชิญหน้ากับสิ่งเลวร้ายพวกนั้น และพระเจ้าไม่ได้แปลกใจที่เขาบ่น หรือเปิดเผยด้านแย่ๆ ออกมา


  1. รับรู้พระเจ้าใหม่

เราจะรับรู้พระเจ้าได้อย่างไร ?

เมื่อพายุพัดเข้ามาในชีวิต
พระเจ้าเป็นความมั่นคง … หลายต่อหลายครั้งที่พระเจ้ามักตรัสกับมนุษย์ด้วยเสียงกระซิบและอ่อนโยน ไม่ใช่ความอึกกระทึกคึกโครมอะไร

เมื่อเราเผชิญกับมรสุม
ให้เรานิ่งสงบ หาที่ที่สงบที่คุณจะสามารถรับฟังเสียงของพระเจ้าได้

ปล่อยให้พระองค์แสดงความรักต่อคุณ
พูดกับคุณ

ให้พระองค์ตอบความต้องการของคุณ
และให้ตัวคุณ ได้รู้สึกถึงการทรงสถิตของพระเจ้า

นี่คือยา ต้านเศร้าที่ดีที่สุด


  1. รับทิศทางใหม่สำหรับชีวิต :

วิธีที่จะเอาชนะความหดหู่ได้ทันใจที่สุดคือ

ลุกขึ้น !!! เลิกนั่งจับเจ่าเสียที
เลิกมองแต่ตัวเอง

แล้วมองดูความจำเป็นในชีวิตคนอื่นบ้าง
เริ่มต้นช่วยเหลือคนอื่น

เสียสละเพื่อที่จะได้รับ…

แม้ว่าเราจะคิดว่า เราจะทำเพื่อคนอื่นได้ยังไง เรายังล้มไม่เป็นท่า หรือเอาตัวไม่รอดเลย…

ทำเถอะ ไม่มีใครล้มเหลวแล้วจะเป็นคนไร้ค่า
แม้ว่าจะไม่มีใครเห็น แม้ว่าจะต้องทำอีกร้อยครั้งพันครั้ง หรือจนกว่าจะตายไป

แต่มันก็คงมีความหมายมากกว่าการที่เรามีชีวิตอยู่โดยการจมอยู่ในทะเลแห่งความหดหู่


สำหรับตัวของเราเอง เราป่วย และอยู่ในความซึมเศร้ามาเนิ่นนาน เหมือนกัน
ยาก็ช่วยเราได้ระดับนึงเท่านั้น…การพบจิตแพทย์ช่วยได้แค่ส่วนนึงเท่านั้น

แต่หากเราไม่ปรับมุมมอง ไม่เปลี่ยนวิธีการใช้ชีวิต ก็คงไม่มีอะไรต่างออกไป
เราอาจจะยังคงมีชีวิตอยู่ได้ด้วยการกินยาหลอกสมองไปเรื่อยๆ
แต่ถ้าหากวันนึงเราเลิกกินยา หากวันนึงไม่มียาให้เรากินอีกแล้ว
… เราจะเป็นอย่างไร?

การที่เราใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางความยากลำบาก ท่ามกลางปัญหาที่เกิดขึ้นในทุกวันนี้ได้ เพราะเรามีพระเจ้าที่ให้เราสามารถพูดคุยและบอกทุกความรู้สึก ความต้องการของเราได้ เราสัมผัสถึงพระเจ้า

เราอาจจะมองไม่เห็นลม…เช่นเดียวกัน เราอาจจะมองไม่เห็นพระเจ้า
แต่ถ้าหากเราสัมผัสถึงลมได้ เราก็ต้องสัมผัสถึงพระเจ้าได้เช่นกัน และพระเจ้ายิ่งใหญ่กว่านั้น เพราะพระองค์เป็นผู้สร้างทุกสิ่ง

เราสามารถมอบชีวิตของเราไว้กับพระเจ้า บอกทุกความคับข้องใจอย่างที่เอลียาห์บอก … โดยที่ไม่ต้องกลัวพระองค์จะต่อว่า ว่าเราเหลวไหล หรือเพ้อเจ้อ หรืองอแงเป็นเด็ก

แม้เราว่าจะกำลังทุกข์ใจ เศร้าใจ หดหู่ใจ แต่การได้อ่านหนังสือเล่มนี้ เป็นเหมือนกุญแจที่ช่วยให้เราเข้าใจตัวเราเองว่า เรากำลังเป็นยังไง และเราต้องยังไงต่อไป
เป้าหมายของชีวิตเราคืออะไร…


พวกเราเปลี่ยนได้ !

เพราะฉะนั้น ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร แน่นอนว่าคุณหนีความหดหู่ เศร้าซึม ไม่พ้น
แต่คุณจะผ่านมันไปได้ ก็ต่อเมื่อ คุณเตอบสนองมันอย่างไร ? วิธีอะไรที่คุณใช้ ?

คุณหนี หรือคุณเผชิญหน้า คุณมองมันเล็กหรือใหญ่

บางคนอาจจะเข้มแข็งและผ่านเรื่องยากๆ ไปได้โดยง่าย แต่โดยกำลังของมนุษย์ย่อมมีขีดจำกัดเสมอ … แต่พลังที่สำคัญคือการเริ่มต้นความสัมพันธ์กับพระเยซูคริสต์ ถ้าหากคุณคิดว่าพระองค์ได้ตายไปแล้วเมื่อสองพันปีก่อน … สิ่งที่เราเขียนมานั้นคงไม่มีความหมายอะไร เพราะเรากำลังพึ่งพาคนที่ตายไปแล้ว

แต่ไม่ใช่ เพราะพระองค์ทรงฟื้นขึ้น และมีชีวิต และเราพึ่งพาพระเจ้าผู้ดำรงอยู่
และพระองค์รักคุณ …. อยากให้คุณได้ออกจากความเศร้าและหดหู่ที่กำลังเผชิญ
พระองค์จะห้ามพายุในชีวิตของคุณ

ความเชื่อในสิ่งนี้ ทำให้ชีวิตมีพลัง แม้ว่าเราจะอ่อนแอแค่ไหน
การเบนสายตาของตัวเองที่จดจ่อที่ตัวเอง แล้วมองไปในสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่า มีพลังและเปลี่ยนแปลงชีวิต

ขอบคุณทุกคนสำหรับการติดตามอ่านนะคะ
God Bless You : )


เนื้อหาอ้างอิงจาก หนังสือ : ตอบ 12 คำถามยากๆ ในชีวิต
บทที่ 3 : ฉันจะเอาชนะความหดหู่ได้อย่างไร ?
เขียนโดย : คุณริค วอร์เร็น
แปลโดย : คุณภัทรียา กาญจนมุกดา
เรียบเรียงโดย : คุณพักตร์พริ้ง อัครสวาท

บทความโดย : panpanmeme

Design a site like this with WordPress.com
Get started